Tuesday, November 30, 2021
คุณแม่มือใหม่ ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ โรค

ภาวะเสี่ยง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้มาก

ภาวะเสี่ยง ขณะที่ตั้งครรภ์คือช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่อ่อนแออย่างมาก ด้วยความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายรวมทั้งการส่งสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายตัวเองให้กับลูกน้อยอีกด้วยทำให้ร่างกายของคุณแม่ไม่แข็งแรงเหมือนปกติและก็เป็นช่วงเวลาที่โรคต่าง ๆ จะเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์นั่นเอง ทั้งนี้อาการบางอย่างอาจเป็นอาการที่สามารถรักษาได้หากสามารถทราบถึงอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ การรู้และตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณแม่และเด็ก ๆ ปลอดภัย ภาวะเสี่ยง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้มาก เบาหวาน – ภาวะเสี่ยง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้มาก เบาหวานเกิดขึ้นจากการที่ฮอร์โมนในร่างกายของเราไม่ปกติ แน่นอนว่าเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้ด้วย ทว่าหญิงตั้งครรภ์ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้อยู่ ดังนั้นการไปตรวจร่างกายอยู่เสมอตามที่หมอนัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเลยนั่นเอง เพราะการตรวจเจอเบาหวานตั้งแต่เนิ่น ๆ จะมีโอกาสในการรักษามากกว่านั่นเอง การติดเชื้อทางระบบเดินปัสสาวะ – ภาวะเสี่ยง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้มาก เนื่องจากคุณแม่ตั้งครรภ์จะปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ทำให้กระเพาะปัสสาวะทำงานหนักกว่าปกติ การติดเชื้อก็สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามสามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ และอย่ากลั้นปัสสาวะ การทำความสะอาดให้ดีก็สามารถช่วยได้ด้วยเช่นกัน โลหิตจาง – ภาวะเสี่ยง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้มาก โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนเป็นโรคโลหิตจางหรือมีภาวะโลหิตจางและไม่ได้ตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์หรืออยู่ในความดูแลของแพทย์ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ ทั้งนี้โรคโลหิตจางมีโอกาสที่จะทำให้แท้งหรือเป็นอันตรายต่อเด็กได้นั่นเอง วิธีการรักษาเบื้องต้นคือการรับประทานธาตุเหล็กให้เพียงพอนั่นเอง   ความดันโลหิตสูง – ภาวะเสี่ยง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้มาก นอกจากโรคโลหิตจางแล้วโรคความดันโลหิตสูงก็มีโอกาสจะเป็นเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ด้วยนั่นเอง ทว่าก็ยังไม่มีการระบุถึงสาเหตุที่ชัดเจนว่าทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงมีโอกาสในการเกิดความดันโลหิตสูงแต่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ซึมเศร้า – […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ เรื่องน่ารู้

อาการแบบนี้บอกได้เลยคุณแม่มีโอกาสได้ ลูกแฝด!

ลูกแฝด คือการที่คุณแม่ตั้งท้องเด็กสองคนหรือมากกว่าในครรภ์ใบเดียวกัน ซึ่งอาจจะเป็นเด็กที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันหรือจะเป็นไข่คนละใบก็ได้เช่นเดียวกัน หากเป็นไข่ใบเดียวกันเด็กที่คลอดออกมามีโอกาสหน้าตาคล้ายกันและเป็นเพศเดียวกัน แต่ถ้าเป็นเด็กแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบแต่ละคนจะมีความแตกต่างจากกัน อาจเป็นในเรื่องของหน้า และนิสัย ส่วนสูง และอื่น ๆ เป็นเหมือนกับพี่น้องกันเสียมากกว่านั่นเอง คุณแม่หลายคนที่คิดว่าอยากจะมีลูกแฝดเพราะอยากให้ลูกได้เล่นด้วยกันจะได้ไม่เหงาคงอยากจะเช็คกันดูแล้วว่าตัวเองคลอดลูกแฝดหรือไม่ มาดูกันดีกว่าว่าหากคุณแม่ท้อง ลูกแฝด จะมีอาการอย่างไรบ้าง อาการแบบนี้บอกได้เลยคุณแม่มีโอกาสได้ ลูกแฝด อาการแบบนี้บอกได้เลยคุณแม่มีโอกาสได้ ลูกแฝด การท้องลูกแฝดเป็นเรื่องที่หลายคนนับว่าโชคดีเพราะเด็ก ๆ จะได้มีเพื่อน แต่สำหรับบางคนที่ไม่ค่อยพร้อมเรื่องของค่าใช้จ่ายเท่าไหร่อาจจะเป็นปัญหาได้เช่นกัน เพราะการเลี้ยงลูกพร้อมกันสองคนต้องมีคนเลี้ยงดูพอ ทั้งยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลี่ยงดูอีกด้วย ทีนี้คนที่ท้อง ลูกแฝด จะมีอาการอะไรบ้างที่บ่งบอกให้คุณแม่และคนรอบข้างรู้ อันดับแรกเลยคือทุกอย่างจะเป็นสองเท่าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปริมาณในการกินอาหารที่มากขึ้น ท้องที่ใหญ่ขึ้นกว่าท้องปกติ การแพ้ท้องที่รุนแรงมากกว่าบอกเลยว่าคุณแม่ที่ท้องเด็กแฝดคือคุณแม่ที่ทรงพลังที่แท้จริงเพราะต้องรับมือกับเด็กสองคนพร้อมกัน นอกจากนี้ในขณะที่ลูกเริ่มดิ้นหรือเตะท้องแล้วจะหนักคูณสองด้วยเช่นกัน คุณแม่จะรู้สึกได้เลยว่าเด็กถีบท้องถี่กว่าปกติเพราะเป็นการถีบจากเด็กสองคนนั่นเอง ทั้งนี้หัวใจของคุณแม่จะเต้นเร็วอีกด้วย เพราะต้องรองรับเด็กสองคนเอาไว้ อย่างที่บอกไปว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเป็นสองเท่าดังนั้นคุณแม่ก็ต้องเตรียมพร้อมเป็นสองเท่าด้วยเช่นกันนั่นเอง อาการแบบนี้บอกได้เลยคุณแม่มีโอกาสได้ ลูกแฝด อีกสิ้งที่รู้ได้เลยคือน้ำหนักขึ้นเร็วมากด้วยจังหวะในช่วงที่เด็กเริ่มจะอยู่ในช่วงใกล้คลอดที่จะโตขึ้นมาอย่างมากนั้นยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่าคุณแม่ตัวใหญ่ขึ้นมากนั่นเอง ดังนั้นหากรู้สึกถึงอาการเหล่านี้ก็สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีเด็กในท้องสองคนนั่นเอง อย่างไรก็ตามสมัยนี้สามารถอัลตร้าซาวด์ได้ คนที่สงสัยสามารถลองนัดคุณหมอตรวจเช็ดได้เลย แม่และเด็ก การเลี้ยงลูก พัฒนาการเด็ก การดดูแลบุตร เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเด็ก

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ

หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง?

คุณแม่ หลังผ่าคลอด มักจะมีอาการหรือต้องการการรักษาตัวที่มากกว่าการคลอดตามธรรมชาติ ดังนั้นคุณแม่ที่ผ่าคลอดควรดูแลตัวเองทั้งในเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ไปจนถึงการรักษาแผลผ่าคลอดของตัวเองอีกด้วย มาดูกันว่าคุณแม่หลังผ่าคลอดจะมีวิธีรักษาและดูแลตัวเองให้ฟื้นกลับมาแข็งแรงอีกครั้งได้อย่างไรบ้าง หลังผ่าคลอดคุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง? นอนตะแคง – หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากหลังจากที่ผ่าคลอดคุณแม่จะมีแผลผ่าตัดอยู่ที่หน้าท้อง และการนอนตะแคงจะทำให้แผลไม่ตึงเกินไปทำให้ไม่ค่อยเจ็บและแผลสมานได้เร็วขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้คุณแม่ควรนอนหมอนสูงจนกว่าแผลจะปิดสนิทเพื่อให้ท้องไม่ตึงมากเกินไปอีกด้วย เน้นกินโปรตีนให้มากขึ้น – หลังผ่าคลอดคุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง ด้วยความที่ร่างกายต้องการการรักษาที่มากขึ้น การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนจะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น ร่างกายมีเนื้อหรือโปรตีนเพียงพอให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไปได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ในโปรตีนยังมีความจำเป็นต่อการเพิ่มพลังให้ร่างกายอีกด้วย เหมาะกับผู้ที่ต้องพักฟื้นร่างกายอย่างมากเลยล่ะ ไม่กินอาหารที่ไม่สุก – หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง ด้วยความที่ร่างกายของคุณแม่หลังคลอดจะค่อนข้างอ่อนแอและสามารถติดเชื้อได้ง่าย จึงมีควรรับประทานอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ที่อาจที่เชื้อโรคปนเปื้อนอยู่นั่นเองนอกจากนี้ยังควรงดแอลกอฮอล์อีกด้วย เรียกว่าไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนช่วงหลังพักฟื้นร่างกายหลังคลอดจนกว่าร่างกายจะกลับมาแข็งแรงนั่นเอง ดื่มน้ำให้มาก – หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง เป็นเรื่องปกติที่ร่างกายของเราต้องการน้ำที่เพียงพอในแต่ละวัน และคุณแม่หลังคลอดก็ต้องการน้ำที่มากกว่าแปดแก้วต่อวันเพื่อฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ควรดื่มน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็นเพราะจะทำให้ร่างกายรู้สึกสบายผ่อนคลายได้อีกด้วย อยู่ไฟหลังจากแผลปิด (ประมาณ 45 วัน) – หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง คุณแม่หลังคลอดทุกคนควรจะอยู่ไปจนกว่าร่างกายจะกลับมาแข็งแรงทั้งนั้น แต่คุณแม่ หลังผ่าคลอด ควรที่จะรักษาแผลให้หายเสียก่อนที่จะอยู่ไฟเพราะแผลอาจเปิดได้และยังมีโอกาสติดเชื้ออีกนั่นเอง หลังผ่าคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง? นอกจากนี้คุณแม่หลังคลอดควรพักผ่อนให้มาก […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

หลังคลอดคุณแม่สามารถมี อาการผมร่วง ได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง?

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นอกจากจะประสบปัญหาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและร่างกายขณะที่มีน้องแล้ว หลังจากที่คลอดลูกแล้วหลายคนก็ยังคงต้องพบกับปัญหาของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอีก นอกเหนือจากการต้องรักษาท้องแตกลายแล้วก็มีเรื่องผมร่วงอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถพบเห็นได้ในคุณแม่หลังคอลด หากคุณแม่มี อาการผมร่วง แบบนี้จะมีวิธีป้องกันและรับมืออย่างไรได้บ้างนะ หลังคลอดคุณแม่สามารถมีอาการผมร่วงได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง? ตัดผมให้สั้นลงก่อนคลอด – หลังคลอดคุณแม่สามารถมีอาการผมร่วงได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง วิธีที่ง่ายที่สุดคือคุณแม่สามารถตัดผมให้สั้นลงเล็กน้อยก่นคลอดได้ เพื่อให้ผมร่วงน้อยลง เพราะการที่คุณแม่คลอดลูกแล้วสารอาหารและวิตามินที่เราทานเข้าไปส่วนใหญ่จะอยู่ที่ลูกทำให้ร่างกายของคุณแม่ขาดสารอาหารไปเลี้ยงผมนั่นเอง ทำให้ผมร่วงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมการที่คุณแม่มีผมสั้นจะทำให้สารอาหารไปเลี่ยงเพียงพอและลดอาการผมร่วงได้ ทานอาหารที่มีกรดไขมันดีให้เพียงพอ – หลังคลอดคุณแม่สามารถมีอาการผมร่วงได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง กรดไขมันดีจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของผิวและเรื่องของผมเลยล่ะ ซึ่งกรดไขมันดีมีอยู่ในอาหารเช่น ปลาแซลมอน อะโวคาโด้ และอื่น ๆ อีกมากมาย หรือสามารถกินโอเมก้าสามเสริมได้อีกด้วย หมักผมด้วยยีสต์และไบโอติน – หลังคลอดคุณแม่สามารถมีอาการผมร่วงได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง การหมักผมด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อผมก็สามารถช่วยลดผมหลุดร่วงได้ นอกจากการรับประทานวิตามินแล้วก็สามารถบำรุงผมภายนอกได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในยีสต์มีกรดโฟลิกและไบโอตินที่ทำให้ผมแข็งแรงขึ้นนั่นเอง คุณแม่ท่านใดมีเวลาสามารถหมักผมด้วยยีสต์และไบโอตินได้เลย ซึ่งครีมนวดและครีมหมักผมที่มียีสต์และไบโอตินสามารถหาซื้อได้ทั่วไปแล้ว ดังนั้นสะดวกมากเลยล่ะ ทานวิตามินให้เพียงพอ – หลังคลอดคุณแม่สามารถมีอาการผมร่วงได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากหลังจากที่คลอดน้องแล้วร่างกายของคุณแม่จะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายน้อยลงไปมากเพราะไปอยู่กับลูกไปหมดแล้ว ดังนั้นการที่คุณแม่รับประทานวิตามินเสริมจะสามารถช่วยให้ร่างกายของคุณแม่กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าลดอาการผมร่วงจากการขาดวิตามินได้อีกด้วย หลังคลอดคุณแม่สามารถมี อาการผมร่วง ได้ รักษาและดูแลได้อย่างไรบ้าง หากคุณแม่ที่ไม่อยากผมร่วงสามารถดูแลผมได้ตามนี้เลยในแม่และเด็ก การเลี้ยงลูก พัฒนาการเด็ก การดูแลบุตร เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเด็ก

Read More
คุณแม่มือใหม่ เรื่องน่ารู้

ดูแล แผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด

แผลผ่าคลอด เป็นอีกเรื่องที่คุณแม่หลังคลอดกังวลกันนอกเหนือจากท้องแตกลาย ซึ่งท้องแตกลายสามารถป้องกันได้จากการทาครีมเป็นประจำเพื่อให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในส่วนของแผลผ่าตัดล่ะจะสามารถรักษาได้อย่างไรบ้างเพื่อให้มีแผลน้อยที่สุด ดูแลแผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด รักษาความสะอาดและให้แผลแห้งอยู่เสมอ – ดูแล แผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด ความสะอาดของแผลมีความสำคัญมาก ที่สำคัญอย่าให้แผลเปียกหากแผลยังไม่แห้งเพื่อป้องกันแปลเป็นหนอง ซึ่งจะรักษายากและทำให้เป็นแผลเป็นใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้นการรักษาความสะอาดของแผลและความเปียกชื้นของแผลมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงที่แผลยังไม่ปิดสนิท อย่ายกของหนัก – ดูแล แผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด หากยกของหนักมีโอกาสที่แผลจะฉีกได้ แม้แผลจะเริ่มเข้าที่แล้วก็ตามก็ยังคงต้องดูแลอีกสักหน่อยเพราะแผลด้านในใช้เวลากว่าจะหายสนิท หากยกของหนักมีโอกาสที่แผลจะปริออกมาอีกครั้งได้ รักษาแผลเป็นด้วยความชุ่มชื้นและนวดแผล – ดูแล แผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด เมื่อแผลเริ่มปิดสนิทสามารถนวดแผลหรือให้ความชุ่มชื้นจากมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อทำให้แผลไม่แห้งตึงจนเป็นแผลเป็นนั่นเอง ทั้งนี้ยาทามีขายตามร้านขายยามากมายเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผิวบริเวณที่ผ่าคลอด การทายาบริเวณแผลไม่ควรจะใช้น้ำหนักมาควรทาเบา ๆ และมีการนวดเล็กน้อยเพื่อให้ยาซึมเข้าไปและทำให้แพ้ไม่ตึงอีกด้วย ขยับตัวหรือลุกขึ้นเดินเพื่อลดพังผืด – ดูแล แผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด หากไม่ขยับเลยแผลจะเกาะกันเป็นพังผืดได้ ดังนั้นควรขยับตัวลุกขึ้นบ้างเพื่อให้บริเวณแผลได้ขยับตามปกติบ้าง เมื่อแผลหายสนิทจะได้ไม่รู้สึกตึงหรือเป็นพังผืดได้นั่นเอง แต่อย่าขยับตัวมากหรือออกกำลังกายอย่างหนักเด็ดขาดมีโอกาสที่แผลจะปริออกมาได้เลยล่ะ   นอนหัวสูง – ดูแล แผลผ่าคลอด อย่างไรให้แผลแห้งไวและเป็นแผลเป็นน้อยที่สุด การนอนหัวสูงจะทำให้แผลบริเวณท้องไปตึงจนเกินไป หากท้องตึงแผลจะตึงไปด้วยและมีโอกาสที่แผลจะแตกอกมาได้ ดังนั้นการนอนหมอนสูงจะทำให้ท้องไม่ตึงและแผลไม่ฉีกนั่นเอง ซึ่งหลังจากที่แผลเริ่มปิดสนิทแล้วก็สามารถนอนได้ตามปกติแล้วล่ะ มาคุยและมาฟังคำแนะนำจากเราได้ แม่และเด็ก […]

Read More
เรื่องน่ารู้

การดมยาสลบเพื่อ ผ่าคลอด มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?

หลายคนที่กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องของการ ผ่าคลอด กับการคลอดตามธรรมชาติอยู่อาจะเป็นกังวลในเรื่องของการ ผ่าคลอด ที่ต้องใช้ยาสลบก่อนการ ผ่าคลอด กันพอสมควรล่ะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ต้องการที่จะรู้สึกเจ็บขณะคลอดจึงอยากที่จะ ผ่าคลอด มากกว่าแต่ก็กลัวในเรื่องของยาสลบ เพราะบางครั้งคุณแม่บางคนไม่สามารถที่จะบล็อกหลังได้ต้องวางยาสลบ ซึ่งก็มีข่าวคราวเรื่องการวางยาสลบมากมายว่าอาจไม่ฟื้นหรืออาการที่อาจเกิดขึ้นหลังจากที่วางยาสลบ ดังนั้นศึกษากันให้ดีก่อน การดมยาสลบเพื่อ ผ่าคลอด มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? การดมยาสลบเพื่อ ผ่าคลอด มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? ข้อดีของการวางยาสลบในการ ผ่าคลอด คือคุณแม่จะไม่รู้สึกขณะที่ทำการ ผ่าคลอด เลยนั่นเอง คุณแม่ท่านใดที่กลัวเจ็บขณะที่คลอดลูกส่วนใหญ่จะเลือกวิธรการ ผ่าคลอด ซึ่งการ ผ่าคลอด จะต้องทำให้คุณแม่ชาหรือสลบนั่นเอง ซึ่งปกติจะลองบล็อกหลังก่อนเพื่อให้คุณแม่รู้สึกชาแต่ไม่สลบ วิธีนี้หลังจากที่ผ่าตัดจะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บแผลเท่ากับการวางยาสลบที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยและไม่รู้สึกตัวในขณะที่ทำการผ่าตัดอีกด้วย แต่พอตื่นขึ้นมาจะรู้สึกปวดท้องอย่างมากจนต้องกินยาแก้ปวดเลยนั่นเอง นอกจากนี้คุณแม่หลังวางยาสลบจะต้องดูแลตัวเองอย่างดีอีกด้วยว่าจะมีอาการวิงเวียนหรืออยากอาเจียนหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยนั่นเอง การดมยาสลบเพื่อ ผ่าคลอด มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? การวางยาสลบก่อนการ ผ่าคลอด นั้นคุณหมอจะทำการงดน้ำงดอาหารเช่นเดียวกับการผ่าตัดทั่ว ๆ ไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารสำลักไปอยู่ที่ปอดขณะที่ผ่าตัดนั่นเอง เวลาที่อดอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 6-8 ชั่วโมง การวางยาสลบคุณแม่จะทำการหายใจทางโดยการสอดท่อช่วยหายใจเข้าทางปากนั่นเอง หลังจากการผ่าตัดก็จะถอดเครื่องช่วยหายใจออกและทำการพักฟื้นและดูอาการก่อนว่ามีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง บางคนจะรู้สึกเพลียจากฤทธิ์ยา บางคนอาเจียน จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด การดมยาสลบเพื่อ ผ่าคลอด มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? หลังจากการวางยาคุณแม่จะรู้สึกง่วงนอนและต้องการพักผ่อนต่อ […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ เรื่องน่ารู้

ข้อดีของการผ่าคลอด คุณแม่ทั้งหลาย มารู้กันดีกว่าว่า การตัดสินใจผ่าคลอดดีไหมนะ?

คุณแม่หลายท่านที่กำลังศึกษาเรื่องการผ่าคลอดกับการคลอดธรรมชาติอยู่ว่าจะมีข้อดีข้อเสียและเหมาะกับตัวเองต่างกันอย่างไรบ้าง หลายท่านน่าจะได้ยินว่าการผ่าคลอดต้องรักษาตัวหลังจากผ่าคลอดนานกว่าทั้งยังเจ็บแผลอีกด้วย ครั้งนี้เราจึงได้รวมข้อดีจากการผ่าคลอดเอาไว้เพื่อคุณแม่บางท่านที่ต้องการผ่าคลอดหรือจำเป็นที่จะต้องผ่าคลอดด้วยเหตุผลต่าง ๆ 5 ข้อดีของการผ่าคลอด ตัดสินใจผ่าคลอดดีไหมนะ? แนะนำ 5 ข้อดีของการผ่าคลอด 1. กำหนดเวลาคลอดได้ – ข้อดีของการผ่าคลอด ตัดสินใจผ่าคลอดดีไหมนะเรื่องราวเกี่ยวกับ แม่และเด็ก ที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรรู้ เนื่องจากการผ่าคลอดไม่ต้องรอให้เด็กกลับตัวก่อนก็สามารถผ่าเด็กออกมาได้เลยนั่นเอง เพียงแค่ตรวจเช็คให้ดีว่าเด็กสมบูรณ์แข็งแรงดีพร้อมที่จะคลอดแล้วก็สามารถทำการผ่าคลอดออกมาได้เลยนั่นเอง ทำให้คุณแม่และครอบครัวสามารถกำหนดเวลาหรือทราบเวลาในการคลอดได้นั่นเอง บางคนที่เชื่อในเรื่องของเวลาคลอดก็สามารถที่จะกำหนอเวลาคลอดเองได้ด้วยนั่นเอง 2. ไม่ต้องรอนาน – ข้อดีของการผ่าคลอด ตัดสินใจผ่าคลอดดีไหมนะ หากคลอดธรรมชาติต้องใช้เวลารอให้เด็กเคลื่อนตัวและพร้อมเบ่งออกมาพร้อม ๆ กัน ซึ่งบางครั้งต้องรอเป็นวัน ๆ เลยก็มีเช่นเดียวกัน การผ่าคลอดจะไม่ต้องรอนานสามารถเตรียมตัวและทำการผ่าคลอดได้เลยนั่นเอง 3. ลดการยืดหย่อนของเชิงกราน – ข้อดีของการผ่าคลอด ตัดสินใจผ่าคลอดดีไหมนะ การที่คลอดตามธรรมชาติคุณแม่จะต้องเบ่งให้เด็กออกมาทางช่องคลอดหมายความว่าเชิงกรานจะต้องขยายให้มากพอที่เด็กจะออกมาได้ ดังนั้นเชิงกรานขอคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงกว่าที่จะกลับเข้ารูปได้เหมือนเดิมนั่นเอง ทั้งนี้หลังคลอดลูกแล้วร่างกายของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงและหย่อนคล้อยได้นั่นเอง การผ่าคลอดจะช่วยลดปัญหาเรื่องเชิงกรานหย่อนคล้อยได้ด้วยนั่นเอง 4. ไม่เจ็บระหว่างคลอด – ข้อดีของการผ่าคลอด ตัดสินใจผ่าคลอดดีไหมนะ เนื่องจากเวลาที่ผ่าตัดแพทย์จะทำการวางยาหรือบล็อกหลัง หมายความว่าคุณแม่จะไม่รู้สึกตัวนั่นเอง ต่างจากการคลอดเองที่คุณแม่จะต้องเบ่งเอง แม้จะมีความช่วยเหลือของทางแพทย์อยู่แต่ส่วนใหญ่คุณแม่จะต้องทำการเบ่งคลอดเอง การป่าคลอดจึงเหมาะกับคุณแม่ที่ไม่อยากจะเบ่งคลอดเอง 5. แพทย์สามารถดูแลได้เร็วขึ้น – […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

ความผิดปกติของคนท้อง ที่หากเกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม พบแพทย์ด่วน!

คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคนท้องจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายหลายแบบเลยทีเดียว ซึ่งบางอย่างก็เป็นเรื่องปกติของฮอร์โมนอย่างอาการแพ้ท้องในรูปแบบต่าง ๆ อย่างการอาเจียน การเป็นผื่นคัน อารมณ์ที่แปรปรวนและรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย ทว่าบางอาการที่เกิดขึ้นที่ไม่ปกติก็มีเช่นเดียวกัน ดังนั้นการสังเกตอาการของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากเลยล่ะ มาดูกันว่ามีอาการใดบ้างที่ไม่ควรมองข้าม 5 ความผิดปกติของคนท้อง ที่หากเกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม พบแพทย์ด่วน! 5 ความผิดปกติของคนท้อง ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ 1. มีเลือดออกทางช่องคลอด – ความผิดปกติของคนท้องที่หากเกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม พบแพทย์ด่วน! กับเรื่องราวที่ควรรู้เกี่ยวกับ แม่และเด็ก ที่หากคุณแม่ที่อยู่ในการตั้งครรภ์ช่วงเดือนหลัง ๆ ใกล้คลอดแล้วเกิดมีเลือดออกมาแบบกระปิดกระปอยให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนอาการนี้มีความเป็นไปได้ว่าภาวะรกเกาะต่ำ นอกจากนี้หากคุณแม่ท่านให้รู้สึกปวดท้องด้วยก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเด็กจะคลอดก่อนกำหนดแล้วนั่นเอง ทั้งนี้หากอายุครรภ์ไม่มากแล้วมีเลือดออกให้รีบไปพบแพทย์เช่นเดียวเพราะมีโอกาสที่จะแท้งสูงเช่นเดียวกัน 2. ลูกไม่ดิ้น – ความผิดปกติของคนท้องที่หากเกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม พบแพทย์ด่วน! หลังจากที่เข้าสู่ไตรมาสที่สองลูกจะเริ่มขยับตัวและดิ้นในท้องแล้ว ทั้งนี้หากการดิ้นของลูกน้อยลงจนถึงไม่ดิ้นเลยหมายถึงลูกมีความผิดปกติ ทั้งนี้การนับครั้งที่ลูกดิ้นก็จะช่วยให้ทราบถึงความผิดปกติของลูกน้อยได้ด้วย หากลูกนิ่งไปมีโอกาสเสี่ยงที่ลูกจะเสียชีวิตในท้องได้ ดังนั้นควรสังเกตเรื่องการดิ้นของลูกน้อยด้วย 3. เกิดอาการอาเจียนบ่อยแม้จะผ่านไตรมาสแรกมาแล้ว ตาพร่า – ความผิดปกติของคนท้องที่หากเกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม พบแพทย์ด่วน! ปกติแล้วการอาเจียนจากการแพ้ท้องเป็นเรื่องธรรมดาในไตรมาสแรกแต่หากไปที่ไตรมาสต่อไปแล้วยังคงอาเจียนหนักอยู่มีโอกาสที่ครรภ์อาจเป็นพิษได้ ปกติแล้วคุณแม่ที่เข้าสู่ไตรมาสที่สองจะค่อย ๆ อาเจียนน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงไม่อาเจียนแล้วนั่นเอง 4. ปวดท้องเหมือนจะคลอดก่อนกำหนด – ความผิดปกติของคนท้องที่หากเกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม […]

Read More
เรื่องน่ารู้

การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรตรวจเพื่อสุขภาพฟันที่ดี ของแม่และเด็ก

เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้ามเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสุขภาพฟันขณะที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากคนมองว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพเด็ก ทว่าจริง ๆ แล้วสุขภาพฟันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกายรวมถึงสุขภาพของเด็กด้วยเช่นกัน มาดูกันว่า การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ มีประโยชน์อย่างไร การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่ออะไร มีประโยชน์อย่างไร ลูกจะไม่เป็นฟันผุด้วย – การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรตรวจเพื่อสุขภาพของ แม่และเด็ก ทราบหรือไม่ว่าคุณแม่ที่ฟันผุเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปจะส่งเชื้อไปยังลูกที่อยู่น้อยด้วย หมายความว่าเมื่อคลอดลูกมาแล้วเด็กมีโอกาสที่จะเป็นฟันผุสูงเลยล่ะ ดังนั้นการตรวจสุขภาพฟันจึงสำคัญและไม่ควรที่จะปล่อยให้เกิดฟันผุโดยเฉพาะขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ ควรดูแลสุขภาพช่องปากและแปลงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งหลังอาหารเพื่อป้องกันฟันผุ ลดการคลอดก่อนกำหนด – การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรตรวจเพื่อสุขภาพของ แม่และเด็ก เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยเลยว่าปัญหาเกี่ยวกับฟันของแม่จะมีผลต่อลูกด้วย ลูกอาจคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักตัวน้อยได้ด้วย ดังนั้นดูแลสุขภาพฟันเอาไว้คุ้มกว่ามากเลยล่ะ รักษาอาการเหงือกอักเสบได้แต่เนิ่น ๆ – การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรตรวจเพื่อสุขภาพของ แม่และเด็ก หลังจากที่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากเรื่องของอารมณ์ที่มีความแปรปรวนแล้ว ยังมีโอกาสที่จะเป็นเหงือกอักเสบได้ง่ายอีกด้วย หากมีอาการขึ้นก็ควรไปตรวจกับแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็วและรักษาได้ง่ายขึ้น เนื้อฟันกร่อน – การตรวจฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรตรวจเพื่อสุขภาพของ แม่และเด็ก ด้วยความที่เด็กที่อยู่ในท้องต้องการวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ จากตัวของแม่เอง ทว่าบางคนกลับไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอทำให้ลูกดึงแคลเซียมจากตัวแม่ไปด้วย เป็นเหตุให้เนื้อฟันของตัวแม่เองกร่อนได้ ทว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นอย่างเดียวแต่แม่บางคนที่อาเจียนบ่อย ๆ ก็มีโอกาสที่จะทำลายฟันได้มากเพราะในน้ำย่อยนั้นมีกรดอยู่ การที่อาเจียนออกมาบ่อย […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ เรื่องน่ารู้

เปิดเพลงให้ลูกในครรภ์ฟัง เมื่อไหร่? จึงจะดีต่อพัฒนาการ ของลูกน้อย

ดนตรีและเสียงเพลงเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมาโดยตลอดว่ามีส่วนช่วยในเรื่องของการคลายความเครียด ทั้งยังช่วยปรับอารมณ์ให้มีความสมดุล และยังช่วยสร้างสมาธิให้กับผู้ฟังอีกด้วย ทั้งนี้แล้วเด็กที่อยู่ในท้องละจะสามารถรับรู้ถึงเสียงเพลงและมีประโยชน์ต่อการเติบโตของเด็กในครรภ์มากน้อยแค่ไหนบ้าง? เปิดเพลงให้ลูกในครรภ์ฟัง เมื่อไหร่? จึงจะดีต่อพัฒนาการ ของลูกน้อย เปิดเพลงให้ลูกในครรภ์ฟัง ตอนไหนดี? เปิดเพลงให้ลูกในครรภ์ฟัง เมื่อไหร่? จึงจะดีต่อพัฒนาการ ของลูกน้อย เด็กในครรภ์จะเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสการฟังประมาณเดือนที่ห้าของการตั้งครรภ์เวลานี้เป็นเวลาที่แม่สามารถสื่อสารกับเด็กที่อยู่ในท้องได้แล้วแม่เด็กอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความสามารถในการฟังพร้อม ๆ กับความสามารถในการรับรู้ของเด็กที่อยู่ในครรภ์อีกด้วย แม่และเด็ก แล้วเพลงใดบ้างที่เด็กในครรภ์สามารถฟังได้ ทั้งนี้ในการที่คุณแม่ต้องการเปิดเพลงให้ลูกในครรภ์ฟังเพลงที่เปิดให้เด็กฟังควรเป็นเพลงที่สบาย ๆ ฟังแล้วผ่อนคลาย ไม่ควรเปิดเพลงเสียงดังมากจนเกินไป หากอยากให้เด็กได้ยินอาจตั้งเครื่องเสียงต่าง ๆ ให้ห่างจากเด็กประมาณหนึ่งฟุต หรือจะใช้เฮดโฟนแนบกับท้องก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้เด็กที่อยู่ในครรภ์ช่วงนี้มักจะตื่นตัวกันช่วงเย็น ๆ ดังนั้นเวลาที่เด็กจะฟังเพลงแล้วรู้เรื่องหรือพร้อมที่จะรับฟังมากที่สุดจึงเป็นช่วงเย็น ๆ นั่นเอง ทว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันคุณแม่อาจจะเปิดเพลงให้เด็กฟังในเวลาอื่นก็ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไร คุณแม่อาจจะให้เด็กฟังเพลงประมาณ 10-15 นาทีต่อเนื่องกันในหนึ่งครั้งหรือต่อวันเพื่อให้เด็กได้ลองฟังเพลงหรือได้ยินเสียงสักช่วงเวลาหนึ่งจะเป็นผลดีต่อเด็กที่อยู่ในครรภ์ทั้งในเรื่องของการฝึกประสาทสัมผัสไปจนถึงเรื่องของดารรับรู้นั่นเอง เปิดเพลงให้ลูกในครรภ์ฟัง เมื่อไหร่? จึงจะดีต่อพัฒนาการ ของลูกน้อย เพลงที่เปิดให้ลูกฟังนั้นจะเป็นเพลงอะไรก็ได้ เป็นเพลงที่ตัวคุณแม่ชอบหรือจะเป็นเพลงช้า ๆ หรือจะเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังก็ได้เช่นกัน ไม่ควรเปิดเพลงที่ดังมากจนเกินไปเพราะมีโอกาสทำให้เด็กเครียดได้นั่นเอง ขอดีของการฟังเพลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเด็กเท่านั้นแต่ตัวของแม่เองก็จะได้รับการผ่อนคลายจากการฟังเพลงด้วยเช่นครรภ์ เพราะขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนในร่างกายจะได้รับการเปลี่ยนแปลงทำให้อารมณ์แปรปรวนอย่างมาก บางคนเป็นซึมเศร้า บางคนน้อยใจ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถบรรเทาลงได้จากการฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลายนั่นเอง ได้รับเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของแม่และเด็กกันไปแล้ว และในตอนนี้หากใครต้องการสร้างรายได้ออนไลน์ คลิกที่นี่!!! […]

Read More
Back To Top