วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2020
โรคเด็ก

เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้!!!

ภูมิแพ้เด็ก เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้

สำหรับเด็กวัยแรกเกิด ไปจนถึง 15 ปีที่มีอาการ จาม มีน้ำมูก คัดจมูก หรือว่ามีผื่นลมพิษ หรือสงสัยที่อาการที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะบางรายมีหอบหืดด้วย ก็แนะนำว่าควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจ ว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่? และแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด? เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวและรักษาอาการได้ถูกต้อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โดยจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ในเด็ก เพราะโรคภูมิแพ้ในเด็กมีสาเหตุมาจากโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ไวมากกว่าปกติซึ่งสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว แมลงสาป เชื้อรา สามารถพบได้ทั่วไป โดยมีปัจจัยเสี่ยงเกิดได้จาก 2 ปัจจัยหลักๆ ปัจจัยแรกคือ กรรมพันธุ์ คือมีการถ่ายทอดในครอบครัวอาจจะเป็นรุ่นคุณปู่ คุณย่า หรือรุ่นพ่อแม่ก็ตามที่มีโรคภูมิแพ้แอบแฝงอยู่ก็ส่งต่อมายังลูกหลาน อีกปัจจัยก็คือ สิ่งแวดล้อม เนื่องจากสภาวะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมีมลพิษต่างๆมากขึ้นก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสารก่อภูมิแพ้และทำให้คนไข้มีอาการแพ้เพิ่มขึ้นได้

ส่วนอาการโรคภูมิแพ้ในเด็กสามารถพบได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ ผื่นอักเสบ ระบบทางเดินหายใจ เช่น จาม มีน้ำมูก คัดจมูก หอบหืด และระบบทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องเสียแบบเฉียบพลัน หรือว่าอาการปวดเกร็งท้อง ถ้ามีอาการรุนแรงมากก็จะมีอาการเรื่องระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตต่ำ เป็นลมหมดสติได้ เป็นภูมิแพ้มีวิธีการตรวจว่าผู้ป่วยแพ้อะไรโดยต้องทำการทดสอบภูมิแพ้เพิ่มเติมมี 2 วิธี 1.การทดสอบโดยการสะกิดผิวหนัง เป็นการทดสอบนำน้ำยาหยดบนหลังหรือที่ท้องแขนของผู้ป่วยและใช้อุปกรณ์ปลายแหลมสะกิดเพื่อเปิดผิวหนังให้น้ำยาซึมเข้าผิวหนัง แล้วก็รออ่านผลประมาณ 15 นาที ซึ่งการตรวจแบบนี้ค่อนข้างแม่นยำใช้เวลาไม่นาน และสามารถทราบผลได้ทันที แต่จะต้องหยุดยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก อย่างน้อย 7 วันก่อนวันทดสอบ 2.เจาะเลือดตัวสามารถทำได้ง่าย แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าวิธีแรกแต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และแม่นยำ

การรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็กมีหลัก 3 วิธี 1.จัดการสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ โดยต้องมีการทดสอบภูมิแพ้ก่อน เพื่อให้รู้และจัดการได้อย่างถูกต้อง 2.การใช้ยา ยาในการรักษาโรคภูมิแพ้มีมากมายหลายกลุ่ม ไม่แนะนำให้คนไข้ซื้อยารับประทานเอง แนะนำให้พบแพทย์ 3.การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ ซึ่งการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้จะแตกต่างกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคทั่วไป จะฉีดได้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้แล้วและเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การฉีดวัคซีนจะต้องฉีดอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกจะต้องฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นก็ฉีดทุกเดือน และฉีดนานต่อเนื่อง 3-5 ปี โดยตัววัคซีนจะเข้าไปปรับภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้ผู้ป่วยทนต่อสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ได้ สำหรับประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนโรคภูมิแพ้ประมาณ 1 ใน 3 ของคนไข้ที่จะหายขาดและมีอาการดีขึ้น

Back To Top