Thursday, January 21, 2021
กิจกรรมเด็ก คุณแม่มือใหม่ พัฒนาการเด็ก เรื่องน่ารู้

เลี้ยงลูกให้ฉลาด เคล็ดลับง่ายๆสิ่งที่คุณแม่สร้างได้

            สิ่งที่คนเป็นแม่คาดหวังมากที่สุดก็คือ อยากให้ลูกของตนเองนั้นเป็นคนที่ฉลาด นอกจากการรับประทานอาหารที่ดีเพื่อเสริมสร้างให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การเลี้ยงลูกของคุณแม่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องของความฉลาดของลูกได้เช่นกัน บทความแม่ และเด็กนี้จึงจะแนะนำเคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้ฉลาด ที่สามารถทำได้ด้วยตัวของคุณแม่เอง เลี้ยงลูกให้ฉลาดเคล็ดลับง่ายๆที่คุณแม่สร้างให้ลูกได้ เคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้ฉลาด ด้วยของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาให้กับลูก เป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะหาซื้อมาให้ลูกเล่นเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านสมอง คุณแม่สามารถที่จะเลี้ยงลูกให้ฉลาดได้ด้วยของเล่นประเภทนี้ ด้วยกระบวนการคิดของสมองในขณะที่เล่นของเล่น นอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้กับลูกแล้วยังช่วยทำให้ลูกมีความฉลาดที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย การอ่านหนังสือนิทานหรือหนังสืออื่น ๆที่น่าสนใจให้ลูกฟังก่อนนอน ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้ฉลาด ได้ด้วยวิธีการเสริมสร้างทักษะการฟังให้กับลูก หากคุณแม่ทำเป็นประจำทุกวันก่อนนอนจะทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความฉลาดเพิ่มมากขึ้น และมีพัฒนาการที่ดีเป็นอย่างมาก โดยหนังสือที่คุณแม่เลือกมานั้นควรจะเป็นหนังสือที่ลูกสนใจเป็นพิเศษ อาจมีภาพประกอบ และสีสันที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นความสนใจของลูก             คุณแม่ที่อยากเลี้ยงลูกให้ฉลาด ในการเลี้ยงลูกนั้นคุณแม่ไม่ควรที่จะปิดกั้นสิ่งต่าง ๆที่ลูกให้ความสนใจ เช่น การวาดภาพ เป็นต้น การที่ลูกสนใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากคนเป็นแม่ให้ความสนับสนุนจะทำให้ลูกสามารถที่จะทำสิ่งต่าง ๆได้เป็นอย่างดี ลูกจะฉลาดได้เริ่มต้นจากการเลี้ยงลูกที่ไม่ปิดกั้นของคนเป็นแม่ นี่จึงเป็นอีกเคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้ฉลาดโดยการปล่อยให้ลูกได้ทำในสิ่งที่มีความสนใจ การร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆกับลูกก็เป็นเคล็ดลับ เลี้ยงลูกให้ฉลาดได้โดยการสนับสนุน และให้ความร่วมมือกับลูกในการทำกิจกรรมต่าง ๆ จะทำให้ลูกมีความสนใจในการทำกิจกรรมนั้น ๆเพิ่มมากขึ้นหากคุณแม่มีการมาร่วมกิจกรรมด้วย เมื่อลูกมีความรู้สึกที่ดี และอยากที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆเพิ่มมากขึ้นก็จะสามารถทำให้สมองมีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ จึงสังเกตได้ว่าเด็กที่มีคุณแม่มาร่วมการทำกิจกรรมต่าง ๆด้วยจะมีความฉลาดมากกว่าปกติ ติดตามบทความ แม่และเด็ก เคล็ดลับการเลี้ยงลูก สำหรับคุณแม่มือใหม่ได้ที่นี้ […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ ปัญหาและวิธีการแกไข้ เรื่องน่ารู้

เด็กชอบโกหก แนวทางวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

            ในวัยเด็กตั้งแต่อายุ 6-10 ปีขึ้นไปมักจะเริ่มโกหกพ่อแม่นั่นเป็นสาเหตุจากพัฒนาการทางด้านจินตนาการของเด็กที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การโกหกของเด็กนั้นมีหลากหลายรูปแบบ โดยอาจโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหรืออาจเป็นการโกหกเพื่อสร้างเรื่องราวให้มีความตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้หากเริ่มต้นด้วยการโกหกตั้งแต่ยังเด็กอาจทำให้มีนิสัยโกหกไปจนโต ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีต่อตัวเด็กแน่ ๆ บทความแม่ และเด็กนี้จึงจะมาแนะนำวิธีการแก้ปัญหา เด็กชอบโกหก ว่าควรที่จะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กกลายเป็นคนที่พูดแต่ความจริง วิธีการแก้ไขปัญหา เด็กชอบโกหก วิธีการแก้ไขปัญหา เด็กชอบโกหก ที่ดีที่สุดนั้นต้องเริ่มที่พ่อ และแม่ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก โดยเริ่มจากการที่พ่อ และแม่นั้นพูดแต่ความจริงกับเด็กเท่านั้น การสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญาว่าจะซื้อของเล่นให้ถ้ากินข้าวจนหมดชาม แล้วพอถึงเวลาก็ไม่ได้ซื้อของเล่นชิ้นนั้นให้เด็กจริง ๆ ซึ่งเป็นการโกหกที่ทำให้เด็กรู้สึกผิดหวัง และฝังใจ ในอนาคตจะทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ชอบโกหก และไม่ใส่ใจในคำสัญญา ดังนั้นพ่อแม่จึงควรพูดแต่ความจริงเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก อธิบายความหมายของการพูดความจริง และการพูดโกหกให้เด็กเข้าใจก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาเด็กชอบโกหกให้กลับมาพูดแต่ความจริงได้ โดยอธิบายว่าการพูดความจริงนั้นคืออะไร มีผลดีอย่างไร และการพูดโกหกนั้นคืออะไร และจะมีผลเสียอย่างไรบ้างที่จะตามมาหากพูดโกหก จะทำให้เด็กเข้าใจได้เป็นอย่างดี จะเป็นวิธีการที่สามารถช่วยทำให้เด็กชอบโกหกนั้นเปลี่ยนแปลงนิสัยหันมาพูดแต่ความจริงได้หากมีการอธิบายที่ดีจากพ่อ และแม่             มีคำเตือน และบทลงโทษสำหรับเด็กชอบโกหก จะทำให้เด็กจดจำได้ว่าหากโกหกจะทำให้มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น พ่อ และแม่จึงควรตั้งกฎเกณฑ์กับเด็กอย่างชัดเจนถึงบทลงโทษสำหรับเด็กชอบโกหก โดยในครั้งแรกที่เด็กมีการโกหกนั้นอาจเป็นคำเตือนก่อนบทลงโทษเพื่อให้เด็กรับรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี และมีบทลงโทษที่จริงจังหากเด็กมีการโกหกอีกครั้ง วิธีการนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาเด็กชอบโกหกให้เด็กรู้สึกเกรงกลัวต่อบทลงโทษ และปรับเปลี่ยนนิสัยได้             และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เด็กชอบโกหกหันมาพูดแต่ความจริงได้คือ การให้คำชมทุกครั้งที่เด็กพูดความจริงหรืออาจมีของขวัญเล็กน้อยสำหรับเด็กที่มีความซื่อสัตย์ […]

Read More
พัฒนาการเด็ก เรื่องน่ารู้

แนะนำเคล็ดลับ สอนลูกทำงานบ้าน ด้วยวิธีการง่าย ๆ

            คุณแม่ควรที่จะมีการฝึกให้ลูกช่วยงานบ้านบางอย่างบ้างเพื่อเป็นการสอนให้ลูกรู้จักการทำหน้าที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการฝึกนิสัยให้ลูกเป็นคนมีระเบียบวินัย ทั้งนี้คุณแม่ควรที่จะสอนลูกทำงานบ้าน ตั้งแต่ยังเด็กเพื่อเป็นการปลูกฝังให้ลูกรู้จักกับการทำงานบ้าน โดยอาจเป็นการสร้างความสนุกสนานในการทำงานบ้านเพื่อให้ลูกรู้สึกสนใจที่จะช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน บทความแม่ และเด็กนี้จึงจะแนะนำเคล็ดลับให้ลูกทำงานบ้านด้วยวิธีการง่าย ๆสำหรับคุณแม่ สอนลูกทำงานบ้าน อย่างไรดี ?             การ สอนลูกทำงานบ้าน ตั้งแต่ยังเด็กนั้นเป็นเคล็ดลับให้ลูกช่วยงานบ้านที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากลูกได้มีการเรียนรู้การทำงานบ้านตั้งแต่ยังเด็ก จะทำให้ลูกรู้สึกถึงความเคยชินในการทำงานบ้าน และกลายเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในอนาคต ซึ่งการที่ลูกช่วยงานบ้านนั้นนอกจากจะช่วยลดงานบางอย่างของคุณแม่ลงแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างนิสัยที่ดีให้กับลูกอีกด้วย การสอนงานบ้านให้กับลูกตั้งแต่ยังเด็กจึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ควรทำเป็นอย่างมาก อีกหนึ่งเคล็ดลับ สอนลูกทำงานบ้าน คุณแม่ควรที่จะมีการมอบหมายงานบ้านให้กับลูกที่ชัดเจนว่าในแต่ละวันลูกต้องทำอะไรเพื่อเป็นการช่วยงานบ้านบ้าง โดยอาจเป็นการกรอกน้ำ การกวาดพื้น การเช็ดโต๊ะ เป็นต้น เพื่อให้ลูกมีหน้าที่ ๆต้องทำอย่างชัดเจน การสอนให้ลูกช่วยงานบ้านวิธีนี้จะทำให้ลูกเป็นคนที่มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น             เพิ่มความสนุกในการ สอนลูกทำงานบ้าน เป็นเคล็ดลับให้ลูกช่วยงานบ้านได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เมื่อลูกรู้สึกถึงความสนุกในการทำงานบ้านก็จะทำให้ไม่เกิดความเบื่อหน่าย และอยากที่จะช่วยงานบ้านเพิ่มขึ้น โดยคุณแม่อาจเพิ่มความสนุกในการทำงานบ้านโดยการแข่งขันกับลูก มีการตั้งกฎกติกาว่าใครทำงานบ้านเสร็จก่อนจะได้รับรางวัล จะทำให้ลูกมีกำลังใจในการทำงานบ้านเป็นอย่างมาก             ทุกครั้งที่ สอนลูกทำงานบ้าน เสร็จ คุณแม่ควรที่จะมีการให้รางวัลหรือให้คำชมกับลูกสักเล็กน้อย จะทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก และทำให้อยากที่จะช่วยงานบ้านในครั้งต่อ ๆไป เคล็ดลับให้ลูกช่วยงานบ้านด้วยรางวัล และคำชมจึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ห้ามลืมอย่างเด็ดขาดหลังจากที่ลูกช่วยงานบ้านเสร็จแล้ว ติดตามบทความ แม่และเด็ก การเลี้ยงลูก พัฒนาการเด็ก การดูแลบุตร […]

Read More
สุขภาพ เรื่องน่ารู้ โรคเด็ก

โรคไข้เลือดออก เด็กเล็กเสี่ยงเป็นมากที่สุด ในหน้าฝน

            เมื่อเข้าหน้าฝนสิ่งที่มาพร้อมกับความเย็นชุ่มฉ่ำนั่นก็คือ โรคไข้เลือดออก เพราะเป็นช่วงที่มีแหล่งน้ำขังเป็นจำนวนมากสามารถทำให้ยุงลายซึ่งเป็นพาหะของ โรคไข้เลือดออก แพร่พันธุ์ได้เป็นอย่างได้ ซึ่งกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออกมากที่สุดก็คือ เด็กเล็ก เพราะเด็กเล็กไม่สามารถที่จะระมัดระวังตนจากการถูกยุงกัดได้ คุณแม่จึงควรที่จะมีการป้องกัน และดูแลลูกในช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะเด็กเล็กเสี่ยงเป็นไข้เลือดออกได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 60% เลยทีเดียว เด็กเล็กเสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออกมากกว่าผู้ใหญ่             เด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 0-9 ปี สามารถที่จะถูกยุงกัดได้อย่างงายดาย ด้วยความไม่ระมัดระวัง และการเล่นเพลินจนไม่รู้สึกในขณะที่ยุงกัด ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เด็กเล็กเสี่ยงเป็น โรคไข้เลือดออก ได้มากกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้หากเด็กเล็กเป็นโรคไข้เลือดออกแล้วทำการรักษาได้ไม่ทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีไข้สูงติดต่อกัน 2-3 วัน ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ มีผื่นสีแดงขึ้นตามใบหน้า และลำตัวอย่างเห็นได้ชัด อาเจียน และอาจถ่ายเป็นสีดำ ซึ่งหากเกิดขึ้นในเด็กเล็กแล้วนั้นสามารถทำให้เกิดอาการช็อก และเสียชีวิตได้ในทันที วีธีป้องกันโรคไข้เลือดออกช่วงหน้าฝน คุณแม่จึงควรที่จะดูแลลูกเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อลดความเสี่ยงของลูกที่จะเป็น โรคไข้เลือดออก โดยการกำจัดแหล่งน้ำขังบริเวณรอบบ้านให้หมด เพื่อไม่ให้ยุงลายสามารถที่จะแพร่พันธุ์ในบริเวณบ้านได้ ทายากันยุงให้กับเด็กเล็ก และอาจมีการใช้เครื่องไล่ยุงไฟฟ้าปล่อยกลิ่นที่ยุงไม่ชอบ หรือมีคลื่นบางชนิดที่สามารถไล่ยุงได้ เพื่อลดต้นตอของการเกิดโรคไข้เลือดออก การดูแลเด็กเล็กในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก             และถึงแม้ว่าลูกของคุณอาจจะเคยเป็นโรคไข้เลือดออก และมีภูมิคุ้มกันมาแล้วก็ตาม ก็ยังสามารถที่จะเป็นได้อีกหากโรคไข้เลือดออกนั้นเป็นสายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ตามเด็กเล็กก็ยังเสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออกได้มากกว่าผู้ใหญ่ และมีความอันตรายมากกว่าอย่างเท่าตัวเลยทีเดียว และหากเป็นโรคไข้เลือดออกอีกครั้งหนึ่งจะทำให้อาการที่เกิดขึ้นนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายกว่าในการเป็นครั้งแรก […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ พัฒนาการเด็ก อาหารสำหรับเด็ก เรื่องน่ารู้

เคล็ดลับ เพิ่มความสูงให้ลูก ด้วยอาหาร

            คุณแม่หลายคนมีความกังวลในเรื่องความสูงของลูกเป็นอย่างมาก กลัวว่าลูกนั้นจะมีความสูงที่น้อยกว่าปกติ บทความแม่ และเด็กนี้จึงจะมาช่วยให้ความวิตกกังวลของคุณแม่นั้นหายไปด้วยเคล็ดลับ เพิ่มความสูงให้ลูก ด้วยอาหาร เพราะอาหารนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของวัยเด็ก หากเด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะสามารถช่วยในเรื่องของความสูงได้ทำให้สามารถที่จะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ อาหารอะไรบ้างทานแล้วเพิ่มความสูงให้ลูกได้ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า นม นั้นสามารถที่จะ เพิ่มความสูงให้ลูกได้ เพราะในนมนั้นมีสารอาหาร และแคลเซียมสูงสามารถที่จะช่วยในเรื่องของกระดูก และฟัน หากคุณแม่ให้ลูกดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ลูกสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องของความสูงหากมีการดื่มนมอย่างเพียงพอ ทั้งนี้นมที่คุณแม่ควรให้ลูกดื่มนั้นหากจะให้เห็นผลอย่างดีที่สุดควรจะเป็นนมจืดเพราะไม่มีส่วนผสมเพื่อให้รสชาติจึงได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่             หากต้องการ เพิ่มความสูงให้ลูก ด้วยอาหารนั้นคุณแม่ควรที่จะให้ลูกรับประทานเนื้อไก่ เพราะเนื้อไก่นั้นมีโปรตีนสูง ซึ่งโปรตีนนั้นเป็นสารอาหารที่ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต เนื้อไก่จึงเป็นอาหารที่สามารถช่วยในการเพิ่มความสูงของลูกได้เป็นอย่างดี และยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายเลยทีเดียว หากคุณแม่อยากให้ลูกมีความสูงที่เพิ่มมากขึ้นก็ไม่ควรพลาดที่จะให้ลูกรับประทานเมนูไก่ หากคุณแม่อยาก เพิ่มความสูงให้ลูก ด้วยอาหารก็ควรที่จะให้ลูกรับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟอง เพราะในไข่ไก่นั้นมีวิตามิน B12 ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตในวัยเด็กได้เป็นอย่างดี การรับประทานไข่ไก่จึงสามารถช่วยเพิ่มความสูงให้กับลูกได้ และยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่ทั้งนี้เพื่อให้ดีต่อสุขภาพของลูกควรจะนำไข่ไก่มาประกอบอาหารประเภทต้มจะได้คุณค่าทางสารอาหารที่มากกว่าการประกอบอาหารด้วยวิธีการอื่น ๆ             ปลา ก็เป็นอีกหนึ่งในอาหารที่ช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกได้เป็นอย่างดี เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงเป็นอย่างมาก การรับประทานปลานอกจากจะช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีความจำที่ดีขึ้นอีกด้วย ติดตาม เคล็ดลับการเลี้ยงลูก สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ควรรู้ได้ที่นี้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควารรู้เกี่ยวกับ ความสูงของเด็ก-ภาวะเด็กเตี้ย-พัฒนาการเด็ก

Read More
ปัญหาและวิธีการแกไข้ เรื่องน่ารู้

วิธีรับมือกับปัญหา ลูกติดเกม คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างไร

            ในปัจจุบันมีเด็กที่ติดโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ มากขึ้นอย่างเท่าตัว สาเหตุก็เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นสามารถที่จะเข้าถึงได้ง่าย และยังมีสิ่งต่าง ๆมากมายที่เป็นที่น่าสนใจของเด็กในวัยนั้น โดยเฉพาะเกมต่าง ๆที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับเด็ก ทั้งนี้จึงทำให้เกิดปัญหา ลูกติดเกม ขึ้นทำให้คนเป็นแม่นั้นมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก บทความแม่ และเด็กนี้จึงจะมาแนะนำวิธีการรับมือกับปัญหาลูกติดเกม ลูกติดเกม คุณพ่อคุณแม่ควรแก้ปัญหาและรับมืออย่างไร รับมือกับปัญหา ลูกติดเกม ด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจมาที่การทำกิจกรรมอื่นแทน เช่น การปั้นดินน้ำมัน การวาดภาพระบายสี เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ ออกไปเล่นนอกบ้าน เล่นสนามเด็กเล่น และกิจกรรมที่น่าสนใจอื่น ๆอีกมากมาย เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากการติดเกมของลูกให้หันมาสนใจกิจกรรมอื่น ๆ วิธีการแก้ปัญหานี้จะสามารถช่วยทำให้ลูกเล่นเกมได้น้อยลง เมื่อมีกิจกรรมอื่น ๆที่มีความน่าสนใจมากกว่าก็จะทำให้ลูกใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆเพิ่มมากขึ้นในแต่ระหว่างวัน             กำหนดระยะเวลาในการเล่นเกมของลูกก็เป็นอีกวิธีการรับมือกับปัญหา ลูกติดเกมได้เป็นอย่างดี โดยการกำหนดเวลาที่ชัดเจนให้กับลูกในการเล่นเกม เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดแล้วก็ต้องทำตามที่กำหนดไว้ คนเป็นแม่ไม่ควรที่จะใจอ่อนหากลูกขอเวลาในการเล่นเกมเพิ่ม เพื่อเป็นการฝึกนิสัยให้ลูกเป็นคนตรงต่อเวลา และยังเป็นการช่วยแก้ปัญหา ลูกติดเกมได้อีกด้วย หากลูกสามารถทำตามกฎที่กำหนดระยะเวลาในการเล่นไว้ได้ คุณแม่ก็ควรที่จะให้รางวัลแก่ลูกบ้าง โดยอาจเป็นการพาไปเดินเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ การช่วยกันทำอาหารที่ลูกชอบ ก็ถือเป็นการให้รางวัลโดยการทำกิจกรรม และวิธีการนี้นอกจากจะเป็นการให้รางวัลแก่ลูกแล้ว ยังสามารถที่จะดึงลูกออกจากการติดเกมได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นวิธีการรับมือกับปัญหา ลูกติดเกมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว             อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นเกมของลูกไม่ควรที่จะไว้ในจุดที่ลูกสามารถที่จะหยิบจับมาใช้งานได้ง่าย […]

Read More
เรื่องน่ารู้

การรับมือเมื่อ ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

การรับมือเมื่อพา ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ ในการดูแลลูกเมื่อต้องเดินทางในระยะทางที่ไกล ถ้าไม่ใช้รถส่วนตัวก็ต้องมีความลำบากเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งในเรื่องของอารมณ์ของลูกที่จะไม่ค่อยดีนัก ความหงุดหงิด ความอึดอัดมันจะเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ที่เป็นปัญหายิ่งใหญ่เมื่อต้องมีการเดินทางโดยเครื่องบิน ด้วยความไม่เคยชินนี่แหละเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ความที่เตรียมตัวให้ดี เพื่อไม่ให้ลูกของคุณไปรบกวนคนอื่น เป็นที่รู้กันว่าลูกของเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน  เป็นวลีเด็ดที่คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ควรระลึกถึง แต่ทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อม แอดจะขออนุญาตพูดถึง การรับมือเมื่อ ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้                 การรับมือเมื่อ ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก สิ่งที่ควรทำคือเลือกไฟล์ทเที่ยวบินที่จะไป พยายามเลือกที่เป็นไฟล์ทเวลาที่ลูกของเรานอน เพราะจะทำให้ง่ายมากขึ้นเมื่อลูกหลับเรามีหน้าที่แค่จัดการท่านอนให้ลูกสบาย รับรองว่าไม่เป็นปัญหากับผู้ร่วมไฟล์ทแน่นอน เมื่อพา ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก สิ่งต่อมาที่ต้องเตรียมพร้อมในการขึ้นเครื่องบินของลูกครั้งแรก คือในส่วนของใช้จำเป็นที่ต้องพร้อม ไมว่าจะเป็นนม ผ้าอ้อม แพมเพิส ทิชชู่เปียก และที่สำคัญแอดแนะนำว่าควรมีในเรื่องของถุงพลาสติกเผื่อไว้ ถ้าลูกเกิดอาการเมาหรือเวียนหัว อยากจะอ้วกเราจะได้มีเตรียมพร้อมไว้ทัน การรับมือเมื่อพา ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เป็นเรื่องของอาการหิว เราควรที่จะเตรียมพร้อมในเรื่องของนมไว้ตลอดเวลา รับรองว่าถ้าร้องหิวเราก็หยิบให้ทานได้เลย จะได้ไม่รบกวนกับเพื่อนข้าง ๆ ร่วมไฟล์ทบิน ในเรื่องของการขึ้นเครื่องบินของลูกเรื่องของแรงดันอากาศ เพราะเด็กอาจจะไม่ได้ทนต่อแรงกดอากาศ วิธีแก้คือให้ดูดน้ำหรือนมที่ขวดระหว่างเครื่องบนขึ้นและบินลง เพราะช่วงที่มีแรงดันอากาศสูงคือช่วงที่เครื่องบินขึ้นลงนี้แหละ                 ทั้งหมดเป็นเคล็ดลับวิธีการรับมือเมื่อ ลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ที่อาจจะช่วนแก้ในเรื่องของสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ แต่ยังไงเราก็ควรที่จะบอกและขอทาเพื่อนร่วมเดินทางของเรา เมื่อลูกเรามาอาการงอแงเสียงดัง เพื่อเป็นในเรื่องของมารยาทที่ดี […]

Read More
เรื่องน่ารู้

ข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้ “จุกนมหลอก” ในเด็ก

                        หากพูดถึงจุกนมหลอก คุณแม่หลายๆ ท่านอาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะมีคุณแม่หลายๆ ท่าน สงสัยกันว่า จุกหลอก ควรนำมาใช้กับลูกน้อยหรือไม่ วันนี้เราจะพาไปดูถึงข้อดี – ข้อเสียของการใช้ จุกนมหลอก ในเด็กกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง ควรใช้ หรือไม่ควรใช้ และจะเริ่ม – เลิกใช้เมื่อไหร่ดี ข้อดีของการใช้จุกนมหลอกในเด็ก 1. ลดความเจ็บปวดของเด็ก                 ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปฉีดวัคซีน เจาะเลือด หรือทำแผล ซึ่งที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กเกิดความเจ็บปวดขึ้น การใช้ จุกนมหลอก ระหว่าง หรือหลักจากทำ จะช่วยลดความเจ็บปวดของเด็กๆ ได้ 2. ลดโอกาสการเกิดโรคไหลตายในเด็ก 3. ช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้น 4. ลดการนอนโรงพยาบาลของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ข้อเสียของการใช้จุกนมหลอกในเด็ก                 ข้อเสียของการใช้จุกนมหลอกจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเริ่มใช้จุกนมหลอกเร็วเกินไป หรือในเด็กที่อายุน้อยจนเกินไป และมีการใช้จุกหลอกกับเด็กนานเกินไป โดยข้อเสียของการใช้จุกหลอก คือ 1. มีผลต่อการให้นมแม่ (เข้าเต้า) เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มใช้จุกนมหลอกกับลูก จะทำให้เด็กเกิดความสับสนระหว่างจุกหลอก กับหัวนมของคุณแม่ทำให้เด็กแยกไม่ออกว่าอันไหนคือเต้านม อันไหนคือจุกนมหลอก  **ข้อควรระวัง** สำหรับคุณแม่ที่ต้องการจะให้นมลูกเองหากใช้จุกนมหลอกกับลูกน้อยก่อนอายุ […]

Read More
เรื่องน่ารู้

เทคนิค วิธีรับมือ ลูกไม่อยากไปโรงเรียน

ว่าด้วยเรื่องของการ ลูกไม่อยากไปโรงเรียน เป็นเรื่องปกติที่ลูกจะไม่อยากไปโรงเรียน การไปโรงเรียนเป็นกลายเป็นเรื่องยากทั้งกับคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกที่ต้องทำการปรับตัว เพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแต่ต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง แต่เมื่อใกล้ช่วงเวลาที่เราต้องส่งลูกไปโรงเรียนสิ่งที่เราควรจะเตรียมพร้อมให้กับลูกและปฏิบัติกับลูก วันนี้แอดอยากจะมาพูดถึงเรื่องเทคนิควิธีรับมือกับลูกไม่อยากไปโรงเรียน ให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เตรียมตัวรับมือ เทคนิควิธีรับมือกับลูกไม่อยากไปโรงเรียนอย่างแรกคือ การฝึกลูกเลิกผ้าอ้อม ขวดนมและฝึกให้สามารถช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นได้ เรียกได้ว่าในส่วนแรกเป็นการฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำ และขับถ่ายจัดการตัวเองได้ และการลดขวดนมของลูกน้อยได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีช่วยประหยัดในเรื่องของเวลากับครูพี่เลี้ยงได้ ส่วนในเรื่องของการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นนั้น คือในส่วนของการรับประทานอาหารเองได้ ใส่หรือถอดเสื้อเองได้ เพราะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ลูกควรจะช่วยเหลือตัวเองได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อย ๆ ฝึกลูกให้เกิดความเคยชิน และให้ลูกที่เป็นกิจวัตรจนติดเป็นนิสัยให้ได้ เทคนิควิธีรับมือกับลูกไม่อยากไปโรงเรียนอย่างที่สอง คือ ไม่แสดงสีหน้ากังวลใจให้ลุกเห็นเมื่อไปส่ง และที่สำคัญไม่ไปแอบส่องดูลูก อย่างแรกเลยคือการไปส่งลูกแม้ในใจจะเป็นห่วงจะกังวลแค่ไหน ก็ควรที่จะยิ้มหวาน ๆ โบกมือบ๊ายบาย พร้อมบอกว่าเย็นนี้เจอกันนะลูก และไม่ไปแอบส่อง เมื่อส่งลูกเสร็จก็ควรที่จะกลับหรือไปทำธุระที่อื่นต่อ อย่ายืนอาลับอาวรณ์กันนานนัก จะทำให้ลูกเกิดความคิดถึงและงอแงตามเราได้ เทคนิควิธีรับมือกับลูกไม่อยากไปโรงเรียนอย่างที่สาม คือ มารับให้ตรงเวลา ตามสัญญาที่นัดหมายกัน เป็นเรื่องดีอีกเรื่อง การมารับลูกให้ตรงต่อเวลา เพราะลูกจะได้เรียนรู้ในเรื่องของความตรงต่อเวลาอีกด้วย เทคนิควิธีรับมือกับลูกไม่อยากไปโรงเรียนอย่างที่สี่ คือ ให้รางวัลบ้าง ชมเชยกันสักหน่อย เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังใจในการไปเรียนของลูกในวันต่อ ๆ ไป         ทั้งหมดคือเบื้องต้นของเทคนิควิธีรับมือกับลูกไม่อยากไปโรงเรียน ที่แอดได้สรุปเป็นข้อ ๆ ให้ คุณพ่อคุณแม่ไปลองทำกันดู […]

Read More
พัฒนาการเด็ก

เล่นกับลูกในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการตามวัย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ ท่าน อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกวัยเด็ก และเกิดความกังวลว่าจะ เล่นกับลูก อย่างไรดี เล่นในช่วงไหนดี วันนี้เราจะพาไปดูวิธีการเล่นกับลูกในช่วงแรกเกิด – 6 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการตามวัยของลูกรักให้เหมาะสมกับวัย ก่อนที่เราจะเล่นกับลูกน้อย เราควรจะต้องรู้ก่อนว่าช่วงเวลาใดที่เราควรที่จะเล่นกับลูก และช่วงเวลาใดที่เราควรหยุดเล่น วิธีการสังเกตง่ายๆ ก็คือ ให้สังเกตจากอาการของลูกว่ามีอาการอย่างไร ถ้าในวัยทารกแรกเกิดหากลูกเริ่มหันมามองที่เรา ยิ้มให้เรา นั่นแสดงว่าลูกอยากจะเล่นกับเรานับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่คุณคุณแม่จะเล่นกับลูก แต่ถ้าหากว่าลูกร้องไห้ งอแง แหวะนม รู้สึกไม่สบายตัว ให้คุณพ่อคุณแม่หยุดเล่นกับลูกไปก่อน เพื่อให้ลูกหายจากอาการรู้สึกไม่สบายไปก่อน การเล่นกับลูกวัยแรกเกิด – 1 เดือน                 เด็กในวัยนี้ การมองเห็นจะเหมือนกับคนสายตาสั้น จะมองเห็นวัตถุสิ่งของในระยะที่ต้องใกล้ประมาณ 12 นิ้ว หรือ 1 ไม้บรรทัด หากคุณพ่อคุณแม่อยากกระตุ้นในด้านการมองเห็นของเด็กในวัยนี้การ เล่นกับลูก ในวัยนี้ ต้องพยายามนำวัตถุไปอยู่ใกล้ๆ ลูกในระยะประมาณ 12 นิ้ว หรืออาจจะนำใบหน้าของเราไปอยู่ใกล้ๆ พูดคุยกับลูก ยิ้มสบตากับลูก เอียงหน้าไปมาอย่างช้าๆ เพื่อให้ลูกมองตาม การเล่นกับลูกวัย 2– 3 […]

Read More
Back To Top