Friday, September 17, 2021
คุณแม่มือใหม่ ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปี ส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? อย่างไร? ที่นี่มีคำตอบ

เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนเป็นกังวลกันว่าหากตัวเองมีลูกตอนที่อายุมากแล้วหมายถึงตอนอายุ 30 ปีขึ้นไปลูกในท้องจะแข็งแรงหรือไม่ จะมีความผิดปกติอะไร หรือการมีลูกจะยากขึ้นจริงหรือ? ทั้งนี้เราจะมาตอบคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปี ส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? ไขข้อข้องใจ ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปี ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์จริงหรือ ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปีส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? ร่างกายของเราคนเรามีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับอวัยวะต่าง ๆ และฮอร์โมนในร่างกายที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป ความสมบูรณ์ในร่างกายของเราก็จะลดลงไปตามกาลเวลาอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก ทว่าในปัจจุบันนั้นเรามีวิธีในการดูแลตัวเองที่มากขึ้น มีการรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย รู้จักการผ่อนความความเครียดจากการทำงานหนัก ออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งกิจวัตรเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายของเราแก่ช้าลงไปนั่นเอง นั่นหมายความว่าการตั้งครรภ์ของคุณแม่ปัจจุบันสามารถทำได้ถึงอายุ 35 – 40 ปีในหมู่คนที่มีร่างกายแข็งแรง ทว่าก็ยังคงเป็นเรื่องกังวลเกี่ยวกับความแข็งแรงของไข่และมดลูกของสาว ๆ ในวัยนี้ ดร.จีน ทเวนจ์ นักจิตวิทยาได้ออกมาบอกว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความกังวลเกี่ยวกับการมีลูกช้าของตัวเอง ทว่าหลังจากที่ศึกษามายังไม่มีผลวิจัยที่บอกว่าผู้หญิงที่อายุมากกว่าสามสิบจะไม่สามารถมีลูกได้หรือลูกที่คลอดออกมาจะไม่แข็งแรง แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับผู้ที่มีลูกในวัยที่มากแล้วจะเสี่ยงในเรื่องของการเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องผ่าคลอดเพราะแรงเบ่งมีไม่พอ รกเกาะต่ำ เด็กมีความเป็นไปได้ว่าจะมีความบกพร่องต่าง ๆ เช่น พิการ เป็นดาวน์ซินโดรม ก็ตามที ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปีส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? […]

Read More
ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ

แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง มากน้อยแค่ไหน?

แม้ความเครียดจะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถมีได้และอาจเกิดขึ้นโดยที่ไม่ตั้งตัวจนบางครั้งก็ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่ากำลังเครียดอยู่ ความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นปกตินี้จะเป็นเรื่องที่อันตรายขึ้นมาทันทีหาก แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงไม่ควรเครียดขณะตั้งครรภ์? ผลกระทบที่เกิดจาก แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงไม่ควรเครียดขณะตั้งครรภ์? จริง ๆ แล้วทุกคนทราบดีว่าความเครียดเป็นสิ่งที่อันตรายต่อร่างกายและจิตใจของคนเราอย่างมากเลยล่ะ จริงอยู่ที่ว่าความเครียดในระดับที่พอเหมาะจะทำให้สมองของเราสามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่นั่นก็ต้องอยู่ในระดับความกดดันที่รู้สึกว่าไม่มากจนเกินไป แต่เมื่อความกดดันเหล่านั้นมีมากขึ้น และกลายเป็นความเครียดที่เริ่มสะสมขึ้นมาจะส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คาดคิดเอาไว้เลยล่ะ ซึ่งอาการของความเครียดก็เช่น การนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดหัว ไม่รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ต้องการของหวานเพื่อลดความเครียด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากเลยล่ะ แน่นอนว่าในคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในท้องหากเกิดความเครียดแล้วพักผ่อนน้อยก็จะยิ่งส่งผลต่อความสมบูรณ์และความแข็งแรงของลูกในท้องได้ด้วย นอกจากนี้ความรู้สึกของแม่จะถูกส่งไปยังลูกน้อยได้โดยตรง นั่นหมายความว่าในขณะที่แม่มีความเครียดลูกก็จะเป็นเด็กที่มีความเครียดไปด้วยนั่นเอง ซึ่งไปเป็นผลดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยเมื่อเติบโตขึ้นมา ดังนั้นนอกเหนือจากการดูและร่างกายแล้วคุณแม่ต้องดูแลจิตใจของตัวเองด้วย แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงไม่ควรเครียดขณะตั้งครรภ์? ซึ่งการดูแลจิตใจของตัวคุณแม่นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้หากได้รับการช่วยเหลือจากคุณพ่อ เพราะมีหญิงตั้งครรภ์หลายคนจะเกิดอาการอารมณ์แปรปรวนจากฮอร์โมน รู้สึกขี้น้อยใจ ขี้โมโหมากขึ้น ซึ่งหลายคนที่รับมือไม่ถูกจะมีอาการเครียดได้ ยิ่งถ้าคู่ครองบางคนที่ไม่เข้าใจและกลายเป็นทะเลาะกันขึ้นมาอีกก็จะกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นและส่งผลต่อจิตใจของทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าลูกก็จะรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นได้ด้วยนั่นเอง วิธีที่ดีที่สุดคือการได้รับความร่วมมือจากตัวคุณแม่เองและตัวสามีในการลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นมาระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่ อาจปรับฮอร์โมนด้วยการออกกำลังกาย หรือทานน้ำมากขึ้น นอนให้เยอะขึ้น กินอาหารให้ครบห้าหมู่ก็ช่วยได้มากเลยล่ะ การออกไปเดินเล่นสูดอากาศที่บริสุทธิ์ก็ช่วยอาการของแม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ได้ด้วยเช่นกัน เว็บไซต์ให้ควารู้เกี่ยวกับ การเลี้ยงลูก ufoid ที่นี่มีทุกๆเรื่องราว ให้ทุกคนได้ติดตาม อย่างมากมาย และในวันนี้สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย ufoid ต้องขอขอบคุณ tiger711 สำหรับบทความ แม่และเด็ก ที่สนับสนุนให้กับเว็บไซต์เราด้วยค่ะ […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

ท้องยาก ควรบำรุงร่างกายอย่างไร ทานอะไร ให้พร้อมมีบุตร?

ผู้หญิงหลายคนที่พร้อมในการมีลูกแล้วแต่ดันเป็นคนที่ท้องยาก ซึ่งอาจเกิดจากความแปรปรวนของฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดหรือการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นหากสาว ๆ ท่านใดที่อยากจะมีลูกแต่มีลูกยากให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและลดความเครียด พร้อมกับการหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ฮอร์โมนในร่างกายสามดุลมากที่สุดนั่นเอง ท้องยาก ควรบำรุงร่างกายอย่างไร ทานอะไร ให้พร้อมมีบุตร? ท้องยาก ทานแล้วมีมีบุตรแน่นอน เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น – ท้องยากควรบำรุงร่างกายอย่างไร ทานอะไร ให้พร้อมมีบุตร? ร่างกายของเราต้องการโปรตีน 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งหลายคนกินโปรตีนไม่ถึงทำให้ไม่มีโปรตีนที่เพียงพอไปซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรงพร้อมที่จะมีบุตรนั่นเอง ดังนั้นควรกินโปรตีนให้ถึง ลดคาร์โบไฮดดรตลง – ท้องยากควรบำรุงร่างกายอย่างไร ทานอะไร ให้พร้อมมีบุตร? ผู้ที่มีภาวะโรคเบาหวานและโรคอ้วนจะทำให้มีบุตรยากขึ้น ดังนั้นควรลดการกินคาร์โบไฮเดรตลง การลดคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ฮอร์โมนสมดุลมากขึ้นอีกด้วย แถมยังลดอินซูลินและโอกาสในการเป็นเบาหวานอีกด้วย ลดความหวานลง – ท้องยากควรบำรุงร่างกายอย่างไร ทานอะไร ให้พร้อมมีบุตร? มีผลวิจัยออกมาแล้วว่าการลดน้ำตาลช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ถึง 83% เลยทีเดียว! ใครที่วางแพลนจะมีบุตรให้รีบลดการบริโภคน้ำตาลลงไปบ้างจะดีมากเลยล่ะ ทั้งยังลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย กินไขมันดี HDL – ท้องยากควรบำรุงร่างกายอย่างไร ทานอะไร ให้พร้อมมีบุตร?เคยได้ยินกันมาว่าไขมันไม่ได้ต่อร่างกายแต่นั่นหมายถึงเฉพาะไขมันเลวเท่านั้น ไขมันดีที่อยู่ในอาหารจำพวก น้ำมันปลา […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ

อาหารคนท้องไตรมาสแรก ควรทานเพื่อความสมบูรณ์ ของลูกน้อยในครรภ์

ในช่วงท้องไตรมาสแรกของคุณแม่หลายท่านจะต้องพบกับอาการแพ้ท้องกันเสียมาก ซึ่งส่วนใหญ่คุณแม้จะแพ้ท้องและอาเจียนทำให้อาหารที่ทานเข้าไปไม่ถึงลูกเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามคุณแม่ในช่วงท้องแรกก็ไม่ควรที่จะขาดอาหารจำเป็นเหล่านี้เพื่อความแข็งแรงและการเติบโตอย่างเต็มที่ของเด็กในครรภ์ อาหารคนท้องไตรมาสแรก 4 ประเภท ควรทานไม่ควรขาด เพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในครรภ์ แนะนำ อาหารคนท้องไตรมาสแรก ทานแล้วลูกน้อยสมบูรณ์แน่นอน น้ำ – อาหารคนท้องไตรมาสแรกควรทานไม่ควรขาด เพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในครรภ์ น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในร่างกายและเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดอีกด้วย คุณแม่ตั้งครรภ์ยิ่งต้องดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันเพื่อตัวของคุณและลูกของคุณ ทั้งนี้ควรดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพที่ดีและเพื่อการทานของที่หวานมากเกินไปด้วยนั่นเอง แคลเซียม – อาหารคนท้องไตรมาสแรกควรทานไม่ควรขาด เพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในครรภ์ แคลเซียมมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างของกระดูกและฟันของลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และลูกในท้องต้องการใช้แคลเซียมอย่างมากเลยล่ะเพื่อป้องกันไม่ให้แคลเซียมในร่างกายของแม่หายไปด้วยจึงจำเป็นที่จะต้องกินแคลเซียมเสริมเข้าไปนั่นเอง แคลเซียมสามารถพบได้มากในนม ผักใบสีเขียว หรือถ้าคุณแม่ท่านใดต้องการกินวิตามินเสริมสามารถปรึกษาแพทย์ได้ วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ – อาหารคนท้องไตรมาสแรกควรทานไม่ควรขาด เพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในครรภ์ แน่นอนว่าวิตามินและแร่ธาตุเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่แล้วยิ่งตั้งครรภ์ยิ่งต้องกินเพิ่มให้เพียงพอต่อตัวของลูกในครรภ์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้วิตามินช่วยบำรุงเลือด สมอง และช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย โฟเลต – อาหารคนท้องไตรมาสแรกควรทานไม่ควรขาด เพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในครรภ์ โฟเลตมีส่วนช่วยในการบำรุงประสาทและสมองของลูกในครรภ์ของคุณแม่ การกินอาหารที่มีโฟเลตสูงจะช่วยให้พัฒนาการของสมองของลูกสามารถทำงานได้อย่างดีและสมบูรณ์แข็งแรงนั่นเอง โฟเลตมีอยู่มากในถั่วเหลือง กล้วย ส้ม และผักใบเขียว โปรตีน – อาหารคนท้องไตรมาสแรกควรทานไม่ควรขาด เพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในครรภ์ แน่นอนว่าโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่สำคัญด้วยเช่นกันไม่ต่างจากอาหารอื่น ๆ ที่กล่าวขึ้นมาข้างต้น โปรตีนช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยในการบำรุงตัวอ่อนของเด็กได้อย่างดีอีกด้วย ซึ่งโปรตีนมีอยู่มากในไข่และเนื้อ […]

Read More
สุขภาพ เรื่องน่ารู้

อาหารอันตราย ที่มีผลร้าย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ

อาหารที่ดีจะส่งผลที่ดีต่อร่างกายเช่นเดียวกันกับอาหารอันตรายก็จะส่งผลร้ายต่อร่างกายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเด็กวัยกำลังโตที่ต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายและพัฒนาเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่าอาหารที่อันตรายต่อเด็ก ๆ มีอะไรบ้าง อาหารอันตราย ที่มีผลร้าย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ ทำความรู้จัก อาหารอันตราย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ฟาสต์ฟู๊ด – อาหารอันตรายที่มีผลร้าย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ เป็นที่แน่นอนว่าอาหารฟาสต์ฟูตหรือชื่อเล่นคืออาหารขยะ เป็นอาหารที่เกิดจากการแปรรูปหลายขั้นตอนทั้งยังเต็มไปด้วยสารกันบูด โซเดียมอีกมากมายที่ไม่ดีต่อร่างกายของเราเมื่อรับประทานเข้าไปมาก ๆ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ในวัยที่ควรจะได้รับสารอาหารที่ดีและบอบบางต่อสารเคมีต่าง ๆ ยิ่งควรหลีกเลี่ยง อาหารที่มีโซเดียมสูง – อาหารอันตรายที่มีผลร้าย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ โซเดียมที่มากเกินไปทำให้สมองทำงานได้ช้าลง ซึ่งในขนมซอง ๆ นั้นมีโซเดียมสูงมากเลยล่ะ ทั้งนี้ควรดูแลไม่ให้ลูกกินขนมซอง ๆ เหล่านี้มากเกินไป ควรจำกัดการกินในแต่ละวัน โยเกิร์ตกลิ่นผลไม้หรือขนมที่แต่งรสชาติสังเคราะห์ – อาหารอันตรายที่มีผลร้าย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ ขนมหรือของกินที่มีการแต่งสีและกลิ่นสังเคราะห์เป็นอาหารที่มีสารเคมีเป็นส่วนผสม จึงเป็นอันตรายหากรับประทานในระยะยาวนั่นเอง น้ำสลัดครีมข้น – อาหารอันตรายที่มีผลร้าย ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ เชื่อหรือไม่ว่าในน้ำสลัดครีมข้นที่เด็ก ๆ […]

Read More
สุขภาพ เรื่องน่ารู้

ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยง เพราะทานแล้วอาจเป็นอันตรายต่อลูกรักของคุณได้

ขณะที่คุณแม่อยู่ในช่วงที่ให้นมบุตรแล้ว คุณแม่จะสามารรถเลือกรับประทานได้หลากหลายมากขึ้นทว่าก็ยังมีบางสิ่งที่ยังต้องงดรับประทานอยู่ นั่นก็คือ ตัวยาที่จะสามารถส่งผลกระทบในแง่ร้ายไปยังเด็กทารกนั่นเอง ทั้งนี้มียาอะไรบ้างที่ไม่ควรจะกินหากกำลังให้นมบุตรอยู่ มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่เป็นอันตรายต่อเด็กทารก? ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยง มีดังนี้ ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยง แม่คนไหนอยากรู้มาดูกัน ยากดภูมิคุ้มกัน – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยงชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นยากที่กดภูมิคุ้มกัน ซึ่งปกติจะเป็นยาที่ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างแรงอยู่พอสมควรเมื่อคุณแม่กินยากดภูมิ ตัวยาจะสามารถถ่ายทอดไปยังทากได้จากการให้นมนั่นเอง ทารกที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันก็จะมีร่างกายออกแอเพราะภูมิคุ้มกันถูกกฎไปด้วยนั่นเอง ซึ่งเป็นผลเสียในระยะยาวต่อการเติบโตของทารกเลยล่ะ ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Amiodarone – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยงยาตัวนี้เป็นการที่เข้าสู่เส้นเลือดด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าตัวยาจะไปสู่ลูกของคุณแม่ผ่านการให้นมนั่นเอง ทำให้เด็กใจเต้นผิดจังหวะได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็กอย่างมากเลยล่ะ ยากลุ่มกรดวิตามินเอ – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยงยากลุ่มนี้เป็นยาที่เข้าสู่เลือกและส่งต่อไปยังลูกได้ ซึ่งเด็กที่ได้รับสารนี้เข้าไปจะปวดหลัง และมีโอกาสตับเป็นพิษได้ในระยะยาว ดังนั้นผู้ที่กินยากลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรด้วยตัวเองจะดีที่สุด อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของที่แม่และลูก แอสไพริน – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยงเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินว่าแอสไพรินเป็นยาที่ค่อนข้างแรงและไม่อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่กำลังให้นมบุตรกินได้ เพราะจะทำให้อาเจียนหนักกว่าเก่า นอกจากนี้ยังทำให้เด็กเกิดอาการเบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือรู้สึกหดหู่ซึมเศร้าขึ้นมาได้อีกด้วย ทางที่ดีหากไม่สบายควรหาตัวอย่าอื่นทดแทนไปก่อน ยาแก้ปวดแก้อักเสบ Naproxen – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรเลี่ยงอีกหนึ่งตัวยาที่อันตรายต่อเด็กเพราะเป็นยาที่อยู่ในเลือดได้นานกว่ายาอื่น ๆ ทำให้สามารถส่งไปยังลูกน้อยผ่านน้ำนมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นยาตัวใดที่มีผลกระทบที่ไม่ดีต่อลูกก็ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนในขณะที่ให้นมบุตรนั่นเอง ทั้งนี้หากจำเป้นต้องกินยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ถ้าอยากได้เคล็ดลับ การเลี้ยงลูก ดีๆ ufoid ที่นี่มีทุกๆ เรื่องราวดีๆ ให้ทุกคนได้ติดตาม อย่างมากมาย และในวันนี้สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย ufoid ต้องขอขอบคุณ joker สล็อต777 สำหรับบทความ […]

Read More
สุขภาพ เรื่องน่ารู้

ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทาน ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัย

น้ำนมแม่ที่ให้ลูกดื่มหลังคลอดนั้นเป็นสิ่งที่ผลิตมาจากเลือดของแม่และเปลี่ยนเป็นน้ำนมตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อสร้างเป็นสารอาหารเพื่อให้ลูกน้อยได้ดื่มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทั้งนี้การให้นมบุตรเป็นการที่แม่ส่งต่อสารอาหารที่อยู่ในตัวทั้งดีและไม่ดีให้กับลูก นั่นหมายความว่าเวลาที่ให้นมบุตรเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องเลือกสิ่งที่กินเข้าไปเช่นเดียวกันเพราะทุกอย่างสามารถกระทบลูกได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องทายยาอยู่เป็นประจำยิ่งต้องระมัดระวัง ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทาน ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัย ทำความรู้จักกับ ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทาน ยาเสพติด – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทานสารเสพติดต่าง ๆ เป็นสารที่พอเสพเข้าไปแล้วจะเข้าสู่กระแสเลือดดังนั้นสาเสพย์ติดทั้งหลายทั้งยาบ้า ยาอี โคเคน ก็จะส่งต่อไปยังลูกด้วยและเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ที่ให้นมลูกไม่ควรเสพยาเสพติดใด ๆ สารนิโคติน – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทานเช่นเดียวกับยาเสพติด สารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่ก็สามารถส่งตอถึงลูกน้อยผ่านทางน้ำนมแม่ได้ด้วยเช่น ดังนั้นขณะที่กำลังให้นมบุตรไม่ควรเสพสารเสพติดหรือสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดหากอยากให้ลูกน้อยแข็งแรง สารเคมีบำบัด – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทานการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้สารเคมบำบัดส่งผลโดยตรงต่อร่างกายของแม่ ดังนั้นเมื่อให้น้ำนมบุตรสารเคมีเหล่านี้ก็กระทบกับลูกด้วย ผู้ที่ใช้สารเคมีบำบัดจึงไม่สามารถให้นมลูกได้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้ลูกเป็นอันตราย ยาเคมีบำบัด Cyclophosphamide, Cyclosporine, Doxorubicin หรือ Methotrexate – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทานยาเคมีบำบัดสำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ในการรักษาจริง ๆ จะไม่สามารถให้นมบุตรได้ ด้วยยาเคมีบำบัดเหล่านี้จะไปกดภูมิคุ้มกันของทารก และยังสามารถกดไขกระดูกเด็กอ่อนได้อีกด้วย จึงเป็นอันตรายต่อเด็กมาเลยล่ะ ยารักษาไมเกรน – ยาที่คุณแม่ให้นมบุตรไม่ควรทานยาไมเกรนเป็นยาที่กดประสาททำให้เกิดผลกระทบต่อทารกที่ดื่มนมจากคุณแม่ที่ทานยาไมเกรน ซึ่งทำให้ทารกอาเจียนได้ นอกจากนี้ยังกระทบการนอนของเด็กอีกด้วยเพราะในตัวยาไมเกรนมีคาเฟอีนสูงมากเช่นเดียวกัน เมื่อรับเข้าทางกระแสเลือดจึงส่งผลหาลูกที่ดื่มนมจากแม่ได้อย่างรวดเร็วทำให้เด็กนอนไม่หลับซึ่งส่งผลให้ขัดต่อการเจริญเติบโตของรเด็ก ufoid.net เว็บไซต์ที่ได้รวบรวมสิ่งดีๆ เกี่ยวกับ แม่และเด็ก เทคนิค เคล็ดลับ การดูแลลูก ที่นี่มีให้ครบทุกเรื่องราว ที่คุณต้องการ และถ้าท่านไดที่ได้ข้อมูลที่ต้องการค้นหาครบแล้ว ถ้าต้องการเล่นเกมออนไลน์ tiger711 […]

Read More
สุขภาพ

คนท้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่ ตอบข้อสงสัยที่คนท้องทุกท่านอยากรู้

เชื่อว่าความกังวลของคนท้องหรือคุณแม่ตั้งครรภ์ในตอนนี้มากที่สุดคือการที่กลัวว่าจะติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งการติดเชื้อขึ้นมาแล้วจะมีผลกระทบต่อลูกหรืออาจทำให้เสียชีวิตทั้งคู่เลยก็มีความเป็นไปได้ ด้วยความที่โรคนี้เป็นโรคที่มีความใหม่และยังไม่มีการรักษาแถมยังสามารถพัฒนาตัวเองกลายพันธุ์ไปได้เรื่อย ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่คงจะเป็นกังวลกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างมากเลยทีเดียว ปัจจุบันได้มีวัคซีนที่ช่วยลดการตอดต่อของเชื้อโควิดและช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อโควิดมีอาการที่น้อยลงเป็นที่เรียบร้อย แต่วัคซีนยังไม่ได้มีความเสถียรขนาดนั้น นอกจากนี้ในประเทศของเรายังมีทางเลือกสำหรับการฉีดวัคซีนเพียงสองทางเลือกคือ ซิโนแวค (Sinovac) และ แอสตร้า ซิเนก้า (Astra Zeneca) เท่านั้น ซึ่งสองวัคซีนนี้ก็ยังพบกับผู้ที่ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนกันอยู่ ทั้งนี้สำหรับ คำถามที่ว่า คนท้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่ วันนี้เรามาดูคำตอบกัน คนท้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่ ที่นี่ มีคำตอบ จากคำถามที่ใครหลายๆ คนอยากทราบว่าคนท้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่ ทางกรมอนามัยได้สรุปออกมาแล้วว่าการฉีดวัคซีนจะสามารลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิดได้มากกว่าแม้จะมีผลข้างเคียงอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเพียง 1-3 วันเท่านั้น หลังจากฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมานั่นเอง แม้จะยังไม่สามารถป้องกันได้แบบ 100% แต่ก็สามารถช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตลงไปได้มากเลยทีเดียว ในหมู่คุณแม่ตั้งครรภ์ล่ะสามารถที่จะฉีดวัคซีนได้หรือไม่ คนท้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่ คำตอบคือสามารถฉีดได้ เมื่อเด็กในท้องมีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ขึ้นไป หากน้อยกว่านี้ยังไม่แนะนำให้มีการฉีดวัคซีนเพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีผลข้างเคียงกับตัวอ่อนของเด็กเพราะเด็กยังไม่แข็งแรงมากพอนั่นเอง คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์หรือสามเดือนแล้วสามารถฉีดวัคซีนได้และวัคซีนที่แนะนำคือซิโนแวคที่เป็นเชื้อที่ตายแล้วจึงเหมาะกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วมากกว่า คนท้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด […]

Read More
Uncategorized ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานะการแบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ขณะนี้สถานการณ์ของโควิด 19 ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังประมาทไม่ได้เด็ดขาดเนื่องจากยังมีการติดต่อให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่องและยังมีผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดอีกด้วย แม้ตอนนี้จะมีวัคซีนออกมารับมือแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้แบบ 100% และยังไม่มีการรักษาที่แน่นอนได้แต่รักษาไปตามอาการ อย่างไรก็ตามคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงดังนั้นควรมี วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานะการแบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร แนะนำ 5 วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ – วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานการณ์แบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด 19 จะมีอากรคล้ายกับการเป็นไข้หวัดใหญ่การฉีดวัคซีนไข้หวัดจะช่วยลดอาการของโควิด 19 ได้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงทางหนึ่งที่ช่วยลดอาการหลังจากที่ติดโควิดเท่านั้น ยังต้องป้องกันตัวเองจากสถานการณ์ของความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออีกด้วย นอนให้เพียงพอ – วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานการณ์แบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร การนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอคือสิ่งที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้คุณแม่และเด็กแข็งแรงและสามารถสู้กับโรคภัยต่าง ๆ ได้นั่นเอง ระวังตัวจากอุบัติเหตุ – วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานการณ์แบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร การเกิดอุบัติเหตุที่อาจทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลในช่วงนี้คงจะเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างมากเลยล่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่จะต้องระวังตัวให้เป็นพิเศษในช่วงนี้เลยล่ะ อย่าออกไปอยู่ในสถานที่แออัด – วิธีรับมือโควิด 19 […]

Read More
สุขภาพ เรื่องน่ารู้

อย่าใช้คอตตอนบัดแคะหูลูก สาเหตุเพราะอะไร คุณแม่มือใหม่ควรรู้!

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อและเป็นสิ่งที่หลาย ๆ บ้านทำกันต่อ ๆ กันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้วกับการใช้คอตตอนบัดในการแคะหูและทำความสะอาดภายในช่องหูของเรา แน่นอนว่าหลายคนสมัยเป็นเด็กคุณพ่อคุณแม่ก็จะแคะหูให้ด้วยการใช้คอตตอนบัดขนาดเล็ก เรียกว่าเป็นหนึ่งในโมเม้นต์ของความทรงจำของหลาย ๆ บ้านกันเลยล่ะ ทั้งนี้จึงเกิดเป็นความเข้าใจว่าหากไม่แคะหูให้ลูกด้วยคอตตอนบัดขี้หูจะติดอยู่ข้างในและเป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้ ทว่าล่าสุดทางแพทย์ได้ออกมาบอกกันแล้วว่าตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วนั้นขี้หูสามารถออกจากหูได้ตามธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องใช้คอตตอนบัดเลยล่ะ อย่าใช้คอตตอนบัดแคะหูลูก สาเหตุเพราะอะไร คุณแม่มือใหม่ควรรู้! ทำควาเข้าใจว่าทำไม คุณแม่ทุกคน อย่าใช้คอตตอนบัดแคะหูลูก อย่าใช้คอตตอนบัดแคะหูลูก สาเหตุเพราะอะไร คุณแม่มือใหม่ควรรู้!  อย่างที่บอกไปว่าหูของเราและของลูกของเราก็ตามสามารถกำจัดขี้หูออกมาได้ตามธรรมชาติของร่างกาย เป็นกระบวนการที่เวลาที่เราขยับขี้หูจะค่อย ๆ ออกมาเอง การที่เราขยับกราม การเคี้ยวอาหารจะเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ขี้หูของเราจะหลุดออกมาเอง ทั้งนี้ในเด็ก ๆ เล็ก ๆ ก็มีกระบวนการของร่างกายในการกำจัดสิ่งสกปรกรวมถึงขี้หูที่เหมือนกันนั่นเอง ทั้งนี้การที่ใช้คอตตอนบัดแคะหูจะทำให้รูหูของลูกน้อยสะอาดขึ้นจริงหรือ? จริง ๆ แล้วอย่าใช้คอตตอนบัดแคะหูลูก เพราะขนาดของคอตตอนบัดมีความใหญ่ และการที่เรานำคอตตอนบัดเข้าไปในรูหูก็เป็นการที่เราผลักขี้หูเข้าไปด้านในให้ลึกขึ้นมากกว่าเดิม ด้วยนั้นจึงไม่ควรที่จะใช้คอตตอนบัดในการทำความสะอาดหู และคอตตอนบัดสามารถใช้ทำความสะอาดอะไรได้บ้างล่ะ? คอตตอนบัดสามารถใช้ทำความสะอาดใบหูด้านนอกของลูกน้อยได้ ทำความสะอาดรูจมูก หรือใช้ในการใส่แผลแทนการใช้นิ้วมือของเราได้นั่นเอง ทั้งนี้วิธีที่จะช่วยให้ขี้หูของลูกออกมาได้โดยธรรมชาติสามารถช่วยด้วยการทาออยให้ขี้หูนิ่มและออกมาง่ายขึ้นได้ซึ่งดีกว่าการใช้คอตตอนบัดที่มีโอกาสจะผลักขี้หูเข้าไปมากขึ้น อย่าใช้คอตตอนบัดแคะหูลูก สาเหตุเพราะอะไร คุณแม่มือใหม่ควรรู้! ส่วนใครที่ยังเป็นกังวลอยู่ก็สามารถนำลูกไปตรวจร่างกายได้ ซึ่งปกติการตรวจสุขภาพประจำปีคุณหมอจะทำการตรวจรูหูของเด็กอยู่แล้ว หากมีขี้หูอุดตันมากกว่าปกติคุณหมอจะดูแลลูกของเราให้เอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องดูแลในรูหูของลูกน้อยด้วยการใช้คอตตอนบัดที่อาจเป็นการผลักขี้หูเข้าไปในหูได้นั่นเอง ต้องการรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ แม่และเด็ก การเลี้ยงลูก ufoid ที่นี่มีทุกๆ เรื่องราว ให้ทุกคนได้ติดตาม อย่างมากมาย […]

Read More
Back To Top