Tuesday, October 19, 2021
คุณแม่มือใหม่ ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปี ส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? อย่างไร? ที่นี่มีคำตอบ

เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนเป็นกังวลกันว่าหากตัวเองมีลูกตอนที่อายุมากแล้วหมายถึงตอนอายุ 30 ปีขึ้นไปลูกในท้องจะแข็งแรงหรือไม่ จะมีความผิดปกติอะไร หรือการมีลูกจะยากขึ้นจริงหรือ? ทั้งนี้เราจะมาตอบคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปี ส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? ไขข้อข้องใจ ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปี ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์จริงหรือ ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปีส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? ร่างกายของเราคนเรามีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับอวัยวะต่าง ๆ และฮอร์โมนในร่างกายที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป ความสมบูรณ์ในร่างกายของเราก็จะลดลงไปตามกาลเวลาอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก ทว่าในปัจจุบันนั้นเรามีวิธีในการดูแลตัวเองที่มากขึ้น มีการรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย รู้จักการผ่อนความความเครียดจากการทำงานหนัก ออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งกิจวัตรเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายของเราแก่ช้าลงไปนั่นเอง นั่นหมายความว่าการตั้งครรภ์ของคุณแม่ปัจจุบันสามารถทำได้ถึงอายุ 35 – 40 ปีในหมู่คนที่มีร่างกายแข็งแรง ทว่าก็ยังคงเป็นเรื่องกังวลเกี่ยวกับความแข็งแรงของไข่และมดลูกของสาว ๆ ในวัยนี้ ดร.จีน ทเวนจ์ นักจิตวิทยาได้ออกมาบอกว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความกังวลเกี่ยวกับการมีลูกช้าของตัวเอง ทว่าหลังจากที่ศึกษามายังไม่มีผลวิจัยที่บอกว่าผู้หญิงที่อายุมากกว่าสามสิบจะไม่สามารถมีลูกได้หรือลูกที่คลอดออกมาจะไม่แข็งแรง แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับผู้ที่มีลูกในวัยที่มากแล้วจะเสี่ยงในเรื่องของการเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องผ่าคลอดเพราะแรงเบ่งมีไม่พอ รกเกาะต่ำ เด็กมีความเป็นไปได้ว่าจะมีความบกพร่องต่าง ๆ เช่น พิการ เป็นดาวน์ซินโดรม ก็ตามที ท้องตอนอายุมากกว่า 30 ปีส่งผลต่อลูกน้อยจริงหรือ? […]

Read More
ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ

แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง มากน้อยแค่ไหน?

แม้ความเครียดจะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถมีได้และอาจเกิดขึ้นโดยที่ไม่ตั้งตัวจนบางครั้งก็ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่ากำลังเครียดอยู่ ความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นปกตินี้จะเป็นเรื่องที่อันตรายขึ้นมาทันทีหาก แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงไม่ควรเครียดขณะตั้งครรภ์? ผลกระทบที่เกิดจาก แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงไม่ควรเครียดขณะตั้งครรภ์? จริง ๆ แล้วทุกคนทราบดีว่าความเครียดเป็นสิ่งที่อันตรายต่อร่างกายและจิตใจของคนเราอย่างมากเลยล่ะ จริงอยู่ที่ว่าความเครียดในระดับที่พอเหมาะจะทำให้สมองของเราสามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่นั่นก็ต้องอยู่ในระดับความกดดันที่รู้สึกว่าไม่มากจนเกินไป แต่เมื่อความกดดันเหล่านั้นมีมากขึ้น และกลายเป็นความเครียดที่เริ่มสะสมขึ้นมาจะส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คาดคิดเอาไว้เลยล่ะ ซึ่งอาการของความเครียดก็เช่น การนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดหัว ไม่รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ต้องการของหวานเพื่อลดความเครียด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากเลยล่ะ แน่นอนว่าในคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในท้องหากเกิดความเครียดแล้วพักผ่อนน้อยก็จะยิ่งส่งผลต่อความสมบูรณ์และความแข็งแรงของลูกในท้องได้ด้วย นอกจากนี้ความรู้สึกของแม่จะถูกส่งไปยังลูกน้อยได้โดยตรง นั่นหมายความว่าในขณะที่แม่มีความเครียดลูกก็จะเป็นเด็กที่มีความเครียดไปด้วยนั่นเอง ซึ่งไปเป็นผลดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยเมื่อเติบโตขึ้นมา ดังนั้นนอกเหนือจากการดูและร่างกายแล้วคุณแม่ต้องดูแลจิตใจของตัวเองด้วย แม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อลูกในท้องมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงไม่ควรเครียดขณะตั้งครรภ์? ซึ่งการดูแลจิตใจของตัวคุณแม่นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้หากได้รับการช่วยเหลือจากคุณพ่อ เพราะมีหญิงตั้งครรภ์หลายคนจะเกิดอาการอารมณ์แปรปรวนจากฮอร์โมน รู้สึกขี้น้อยใจ ขี้โมโหมากขึ้น ซึ่งหลายคนที่รับมือไม่ถูกจะมีอาการเครียดได้ ยิ่งถ้าคู่ครองบางคนที่ไม่เข้าใจและกลายเป็นทะเลาะกันขึ้นมาอีกก็จะกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นและส่งผลต่อจิตใจของทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าลูกก็จะรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นได้ด้วยนั่นเอง วิธีที่ดีที่สุดคือการได้รับความร่วมมือจากตัวคุณแม่เองและตัวสามีในการลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นมาระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่ อาจปรับฮอร์โมนด้วยการออกกำลังกาย หรือทานน้ำมากขึ้น นอนให้เยอะขึ้น กินอาหารให้ครบห้าหมู่ก็ช่วยได้มากเลยล่ะ การออกไปเดินเล่นสูดอากาศที่บริสุทธิ์ก็ช่วยอาการของแม่เครียดขณะตั้งครรภ์ ได้ด้วยเช่นกัน เว็บไซต์ให้ควารู้เกี่ยวกับ การเลี้ยงลูก ufoid ที่นี่มีทุกๆเรื่องราว ให้ทุกคนได้ติดตาม อย่างมากมาย และในวันนี้สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย ufoid ต้องขอขอบคุณ tiger711 สำหรับบทความ แม่และเด็ก ที่สนับสนุนให้กับเว็บไซต์เราด้วยค่ะ […]

Read More
พัฒนาการเด็ก

พัฒนาการ 9 เดือนของลูกในท้อง ลูกมีความเติบโตในครรภ์อย่างไร?

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าในท้องของคุณแม่นั้นเด็ก ๆ จะมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงในท้องอย่างไรบ้างก่อนที่เด็กจะคลอดออกมา เวลาเก้าเดือนที่อยู่ในท้องของแม่นั้นลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง พัฒนาการ 9 เดือนของลูกในท้อง ลูกมีความเติบโตในครรภ์อย่างไร? พัฒนาการ 9 เดือนของลูกในท้อง เป็นอย่างไรบ้าง? หลังจากที่เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่ของฝ่ายแม่และตัวอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายแม่แล้วจะทำให้เกิดเด็กขึ้นมา ซึ่งเด็กคนนี้จะเริ่มต้นจากการเป็นเซลล์เล็ก ๆ เสียก่อนที่จะเติบโตอย่างเต็มที่เมื่อครบกำหนดเวลาประมาณเก้าเดือนนั่นเอง ทั้งนี้ ในเดือนที่หนึ่งจะเป็นช่วงของการแบ่งเซลล์และสร้างเซลล์เรื่อย ๆ อยู่ในโพรงมดลูกของแม่นั่นเอง พัฒนาการ 9 เดือนของลูกในท้องในเดือนที่สองเซลล์ต่าง ๆ จะเริ่มรวมกันเป็นตัวอ่อนเป็นที่เรียบร้อยและสามารถมองเห็นเป็นตัวจากการอุลตร้าซาวด์ได้ และเริ่มที่จะมีแขนขางอกออกมาแล้วด้วยนั่นเอง พอเดือนที่สามพัฒนาการ 9 เดือนของลูกในท้อง จะยิ่งเห็ตัวทารกที่ชัดเจนขึ้นๆ ไปอีก แขนและขาเริ่มยาวออกมาแล้ว ลูกเริ่มที่จะกินน้ำคร่ำของแม่ได้แล้วอีกด้วย ในเดือนที่สี่นี้ลูกของเราจะเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ แล้วคุณแม่คุณพ่อสามารถเริ่มพูดกับลูกได้แล้วนั่นเองนอกจากนี้ยังเริ่มเห็นเพศแล้วด้วย ในเดือนต่อมาเดือนที่ห้าพัฒนาการ 9 เดือนของลูกในท้อง เป็นเดือนที่ตัวอ่อนเริ่มเติบโตขึ้นมากทำให้คุณแม่รู้สึกถึงการดิ้นของลูกได้แล้ว มือเท้าของลูกเริ่มที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งยังมีประสาทสัมผัสที่ครบถ้วนอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียงก็สามารถรับรู้ได้แล้วในห้าเดือน ในเดือนที่หก อวัยวะที่สำคัญต่อร่างกายทั้งหลายเติมโตขึ้น ลูกขยับตัวในท้องได้มากขึ้นอีกด้วย ในเดือนที่เจ็ดเป็นเดือนที่ลูกเกือบสมดุลมากที่สุดแล้ว ซึ่งเด็กบางคนก็คลอดตอนอายุเดือนครบเจ็ดเดือนด้วยก็มีเช่นเดียวกัน ซึ่งมีโอกาสรอดสูงอยู่เพราะเด็กเกือบจะสมบูรณ์แล้วนั่นเอง เด็กเริ่มที่จะเห็นความสว่างได้แล้ว ร่างกายของเด็กจะเริ่มมีไขมาปกคลุมเพื่อเตรียมตัวที่จะคลอดแล้วนั่นเอง เดือนที่แปดพัฒนาการ […]

Read More
Uncategorized ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานะการแบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ขณะนี้สถานการณ์ของโควิด 19 ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังประมาทไม่ได้เด็ดขาดเนื่องจากยังมีการติดต่อให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่องและยังมีผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดอีกด้วย แม้ตอนนี้จะมีวัคซีนออกมารับมือแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้แบบ 100% และยังไม่มีการรักษาที่แน่นอนได้แต่รักษาไปตามอาการ อย่างไรก็ตามคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงดังนั้นควรมี วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานะการแบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร แนะนำ 5 วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ – วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานการณ์แบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด 19 จะมีอากรคล้ายกับการเป็นไข้หวัดใหญ่การฉีดวัคซีนไข้หวัดจะช่วยลดอาการของโควิด 19 ได้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงทางหนึ่งที่ช่วยลดอาการหลังจากที่ติดโควิดเท่านั้น ยังต้องป้องกันตัวเองจากสถานการณ์ของความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออีกด้วย นอนให้เพียงพอ – วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานการณ์แบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร การนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอคือสิ่งที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้คุณแม่และเด็กแข็งแรงและสามารถสู้กับโรคภัยต่าง ๆ ได้นั่นเอง ระวังตัวจากอุบัติเหตุ – วิธีรับมือโควิด 19 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ สถานการณ์แบบนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร การเกิดอุบัติเหตุที่อาจทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลในช่วงนี้คงจะเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างมากเลยล่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่จะต้องระวังตัวให้เป็นพิเศษในช่วงนี้เลยล่ะ อย่าออกไปอยู่ในสถานที่แออัด – วิธีรับมือโควิด 19 […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ เรื่องน่ารู้

บรรเทาอาการแพ้ท้อง สามารถทำได้เบื้องต้น ด้วยตัวเอง ได้โดยไม่ต้องใช้ยา

คุณแม้ตั้งครรภ์เกือบทั้งหมดมักจะพบปัญหาการแพ้ท้อง ซึ่งแต่ละคนจะมีอาการและความหนักเบาของการแพ้ท้องที่แตกต่างกัน บางคนที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยก็มีเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับสภาพของฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนนั่นเอง แน่นอนว่ามีอาหารหลายอย่างที่คุณแม่อาจกินเสริมเข้าไปเพื่อปรับฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติและไม่รู้สึกแพ้ท้องหรือมีอาการแพ้ท้องน้อยลง อย่างไรก็ตามเมื่อคุณแม่ทั้งหลายมีอาการแพ้ท้องขึ้นมาจะรักษาอาการเหล่านั้นอย่างไรเพื่อให้ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง บรรเทาอาการแพ้ท้อง สามารถทำได้เบื้องต้น ด้วยตัวเอง ได้โดยไม่ต้องใช้ยา เคล็ดลับ บรรเทาอาการแพ้ท้อง ด้วยตัวเอง ได้โดยไม่ต้องใช้ยา คลื่นไส้ – บรรเทาอาการแพ้ท้อง เบื้องต้นด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้สามารถบรรเทาความรู้สึกอยากอาเจียนนี้ด้วยการดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ หรือดื่มชาผลไม้ที่มีคาเฟอีนต่ำก็สามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ลงได้ หรือถ้าใครอยากของเปรี้ยว ๆ หน่อยสามารถดื่มน้ำผึ้งมะนาวอุ่น ๆ ได้เช่นกัน แน่นอนว่าเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ได้ใช้ยาและไม่เป็นอัตรายต่อเด็กในท้องนั่นเอง ท้องผูก – บรรเทาอาการแพ้ท้อง เบื้องต้นด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ท้องผูกสามารถหลีกเลี่ยงการรับประทานยาระบายและเปลี่ยนมาเป็นการดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากขึ้นแทน รับประทานอาหารที่มีกากใยเพื่อช่วยเรื่องการขับถ่าย และลดอาหารที่มีธาตุเหล็กลงบ้าง เพราะอาหารที่มีธาตุเหล็กอาจทำให้ท้องผูกได้ง่าย จุกเสียด แน่นหน้าอก – บรรเทาอาการแพ้ท้อง เบื้องต้นด้วยตัวเอได้โดยไม่ต้องใช้ยา หากคุณแม่คนไหนเกิดอาการแน่นหน้าอก อึดอัด สามารถรับประทานแครกเกอร์ที่มีความเค็มเพื่อช่วยได้ หรือดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ก็จะช่วยให้สบายสามารถหายใจได้โล่งมากขึ้นนั่นเอง ปวดหัว – บรรเทาอาการแพ้ท้อง เบื้องต้นด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นในคุณตั้งครรภ์หรือคนที่มีประจำเดือนก็ตามเกิดจากการที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอนั่นเอง การดูแลเบื้องต้นคือการดื่มน้ำให้มากขึ้น และให้นอนหลับพักผ่อน โดยต้องนอนในที่โปร่งอากาศเย็นสบายไม่ควรนอนในห้องที่ร้อนหรืออึดอัดหายใจลำบากจะยิ่งทำให้ปวดหัวมากขึ้น หากดูและเบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการต่อไป […]

Read More
สุขภาพ เรื่องน่ารู้

อาการแพ้ท้อง คืออะไร มีอาการอย่างไร คุณแม่มือใหม่ ต้องเตรียมรับอย่างไรบ้าง?

หญิงสาวที่ตั้งครรภ์และกำลังจะเป็นคุณแม่นั้นนอกจากที่จะต้องดูแลและบำรุงเด็กในครรภ์แล้วยังจะต้องรับมือกับอาการแพ้ท้องอีกด้วย แพ้ท้องคืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง? อาการแพ้ท้องคืออาการที่เกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนในร่างกายของเราอยู่ในระดับที่ไม่แกติ ซึ่งการที่เรามีเด็กอยู่ในท้องจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับดับเด็กในท้อง หลายคนที่มีร่างกายที่แข็งแรงและฮอร์โมนที่ดีอยู่แล้วจะแทบไม่แพ้ท้องเลย กลับกันคนที่มักจะมีฮอร์โมนไม่ปกติซึ่งอาจเกิดจากความเครียด นอนน้อย หรือรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ไม่เพียงพอก็ทำให้ฮอร์โมนในร่างการผิดปกติได้นั่นเอง คนที่มีฮอร์โมนในร่างกายที่ไม่สมดุลมีโอกาสที่จะแพ้ท้องได้ง่ายและ อาการแพ้ท้อง ก็มีหลายแบบและหลายระดับ อาการแพ้ท้อง มีหลายแบบ และหลายระดับ อาการแพ้ท้อง คืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง? อาการของการแพ้ท้องที่เห็นเด่นชัดที่สุดคืออาการคลื่นไส้และอยากอาเจียน ซึ่งการอาเจียนออกมาเป็นเรื่องที่ปกติมากเพราะฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลนั่นเอง วิธีการดูแลเบื้องต้นคือการรับประทานน้ำขิง ดื่นน้ำเปล่าเยอะ ๆ และนอนให้เพียงพอ นอกจากการคลื่นไส้อาเจียนแล้ว ยังสามารถพบเห็นอาการแพ้ท้องตามผิวหนังต่าง ๆ เกิดขึ้นได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผื่น ผด สิว กระ ฝ้า ที่สามารถขึ้นมาได้จากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งปกติแล้วหลังจากที่คลอดบุตรแล้วอาการทางผิวหนังต่าง ๆ จะลดลงหรือหายไปแต่ก็ต้องระวังในเรื่องของแผลเป็นสักหน่อย ดังนั้นไม่ควรแกะเกาควรทายาที่ไม่มีสารเคมีเพื่อรักษาอาการทางผิวหนังเหล่านี้ บางคนก็มีอาการคันตามผิวหนัง ผิวแห้ง ผิวลอกก็มี การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์อาบน้ำเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนหรือสำหรับเด็กกูดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างมากเลยล่ะ อาการแพ้ท้องคืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง? นอกจากการคลื่นไส้ อาเจียน และการมีอาการคันทางผิวหนังแล้ว หลายคนจะมีอารมณ์มีหงุดหงิดขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนผู้หญิงก่อนมีประจำเดือนได้อีกด้วย การเรียนรู้อารมณ์และเข้าใจตัวเองจะช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลงได้ หรือการที่เราหันมารับประทานอาหารที่ชอบ นอนให้เยอะขึ้น […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ พัฒนาการเด็ก เรื่องน่ารู้

พัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ ศึกษาไว้ จะได้เข้าใจ เจ้าตัวน้อย

คุณพ่อ คุณแม่ หลายๆ ท่าน เชื่อไหมว่าความจริงแล้ว สมองของเด็กพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คือเมื่อเด็กถือกำเนิด เกิดมาในท้องแม่ สมองของพวกเขาก็จะเริ่มพัฒนาแล้ว แต่ช่วงนี้สมองเด็กจะทำงานเพียงเพื่อการดำรงชีวิตเท่านั้น ยังไม่ได้ใช้คิดอะไร จนเมื่อเข้าสู่ขวบแรกสมองเด็กจึงเริ่มพัฒนามากขึ้น ดังนั้นการดูแล พัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ เขาให้ดีระหว่างที่ตั้งครรภ์ จึงเป็นการดูแลทั้งสุขภาพและสติปัญญาที่กำลังพัฒนาของเขาไปด้วย เรียนรู้ พัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ ในแต่ละช่วงเวลา พัฒนาการสมองของทารกในครรภ์เดือนที่ 1-2ในช่วงนี้ถือว่าสำคัญมาก ๆ เพราะวัยนี้เราจะเริ่มมีการเพิ่มจำนวนเซลล์สมองมากขึ้น จนเมื่อมีการพัฒนาหลอดประสาทครบ 21 วันแล้ว หลอดประสาทในส่วนหน้าสุด ก็จะกลายเป็นสมอง จากนั้นจึงค่อย ๆ แยกไปเป็นสมองส่วนต่าง ๆ ทั้งสมองส่วนหน้า  สมองส่วนกลาง และสมองส่วนปลาย   พัฒนาการสมองของทารกในครรภ์เดือนที่ 2-3 เซลล์สมองของเด็กวัยนี้จะเพิ่มมากขึ้น และเด็กน้อยในครรภ์คุณแม่ก็พอจะรับรสน้ำคร่ำได้ คือเขาพอจะรู้สึกได้ถึง 4 รสชาติ คือ เปรี้ยว ขม เค็ม และหวาน พัฒนาการสมองของทารกในครรภ์เดือนที่ 3-4 สมองของเด็กวัยนี้จะมีการเติบโต โดยมีการสร้างไขมันขึ้นมาล้อมรอบ และเด็กจะมีการตอบสนองต่อเสียงต่าง ๆ ได้ […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ ปัญหาและวิธีการแกไข้ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

วิธีดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณแม่ และลูกน้อยในครรภ์

สำหรับคุณแม่ทำกำลังตั้งครรภ์ การฝากครรภ์เป็นการคัดกรองภาวะความเสี่ยง เพื่อประเมินสุขภาพทั้งแม่และเด็กทารกตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ซึ่งในช่วงสามเดือนแรกนั้น จะมีอาการแพ้ท้อง อาการนี้จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆและจะหายไปเอง แต่ถ้าในกรณีที่อายุครรภ์เพิ่มมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน สัญญาณอันตรายที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กทารกก็มีมากหากคุณแม่พบว่าตนเองเริ่มมีอาการแพ้ท้องและฝากครรภ์ล่าช้า วันนี้แอดจึงมี วิธีดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ มาฝากแม่ๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกๆ คน แนะนำ วิธีดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัย ทั้งแม่และลูก เมื่อคุณแม่เริ่มมีการตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก จะเริ่มมีอาการแพ้ท้อง ซึ่งนั่นอาจจะพบความเสี่ยงหรือสัญญาณอันตรายที่ควรมาพบแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่อาจจะมีอาการอาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ ริมฝีปากแห้ง อ่อนเพลีย ปัสสาวะออกน้อยลง ปัสสาวะเล็ดหรือปัสสาวะมีกลิ่นฉุนมากๆ เนื่องมาจากร่างกายขาดน้ำ รวมทั้งน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณแม่และเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ จึงต้องรู้จักวิธีดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ให้ถูกวิธี วิธีดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกร่างกายเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ที่คุณแม่ควรรู้ นั่นคือ มดลูกจะมีขนาดใหญ่และหนาตัวมากขึ้น อาจจะมีอาการปวดหน่วงๆ เล็กน้อย ปากมดลูกและช่องคลอด เกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนส่งผลให้มีเลือดออกและมีตกขาวมากขึ้น การเคลื่อนไหวของลำไส้ในระบบทางเดินอาหารลดลง อาจมีอาการเบื่ออาหาร ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องผูก และกระเพาะปัสสาวะมีแรงดันที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มดลูกมีขนาดใหญ่และอาจจะมีปัญหาในการปัสสาวะบ่อย วิธีดูแลตัวเองขณะตั้งครรภมีวิธีการดังนี้ ด้านโภชนาการ คุณแม่ควรเน้นอาหารที่มีพลังงานจากสารอาหารครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เช่น […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

อาการใกล้คลอด แบบนี้แหละบ่งบอกว่า คุณแม่กำลังจะคลอดน้องแล้ว!

ตามปกติแล้วคุณแม่จะตั้งครรภ์ประมาณ 8-10 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ซึ่งในบางคนก็อาจจะคลอดเด็กก่อนกำหนด ดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ควรสังเกตร่างกายของตัวเองให้ดีว่ามีอาการอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง ครั้งนี้เราได้รวมอาการที่คุณแม่จะพบได้เมื่อใกล้ถึงกำหนดการคลอดลูกนั่นเอง อาการใกล้คลอด แบบนี้แหละบ่งบอกว่า คุณแม่กำลังจะคลอดน้องแล้ว! แนะนำ อาการใกล้คลอด สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ 1. ท้องเลื่อนลงต่ำ – แนะนำ อาการใกล้คลอด สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ แบบนี้แหละบ่งบอกว่า คุณแม่กำลังจะคลอดน้องแล้ว คุณแม่ที่ใกล้คลอดจะรู้สึกได้เลยว่าท้องขยับลงมาข้างล่างมากขึ้นเหมือนลูกพร้อมที่จะออกมาแล้วนั่นเอง นั้นเป็นเพราะลูกกลับหัวลงมาทำให้น้ำหนักของลูกอยู่ที่ด้านล่างแทน แต่ในแม่บางคนที่ตัวเล็กลูกกลับหัวไม่ได้อาจไม่มีอาการนี้และต้องทำการผ่าคลอดแทนการคลอดลูกตามปกติ 2. มีมูกมากขึ้น มูกอาจมีเลือดปนมาด้วย – อาการใกล้คลอด แบบนี้แหละบ่งบอกว่า คุณแม่กำลังจะคลอดน้องแล้ว เมื่อใกล้คลอดปากมดลูกจะนิ่มและบางลงพร้อมรับกับการขยายออกเพื่อให้หัวของลูกออกมาได้ ทำให้มีมูกมามากเพื่อรักษาความสะอาดไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายของแม่และเด็กได้ เมื่อใกล้คลอดมูกอาจมีเลือกปนออกมาด้วย เพราะน้ำคร่ำเริ่มแตกแล้วนั่นเอง ระยะนี้ควรอยู่ใกล้มือหมอได้แล้ว 3. ปวดหลังปวดตัว – อาการใกล้คลอด แบบนี้แหละบ่งบอกว่า คุณแม่กำลังจะคลอดน้องแล้ว คุณแม่จะเกิดอาการปวดตัว ปวดหลังได้ บางคนก็เป็นตะคริวเลยก็มี เพราะฮอร์โมนทำให้ระบบเลือดในร่างกายไม่เป็นปกตินอกจากนี้ก่อนลูกจะคลอดน้ำหนักตัวของลูกยังทับกระดูกเชิงกรานเอาไว้เป็นเหตุให้เลือดไม่วิ่งและเป็นตะคริวได้ 4. อุจจาระบ่อยขึ้น อาการใกล้คลอด แบบนี้แหละบ่งบอกว่า คุณแม่กำลังจะคลอดน้องแล้ว เมื่อมดลูกของคุณแม่เคลื่อนตัวคุณแม่จะมีอาการปวดอุจจาระบ่อย ๆ คล้ายกับช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งเป็นอาการปกติและเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่ใกล้คลอดทุกคน 5. เจ็บท้อง […]

Read More
คุณแม่มือใหม่ สุขภาพ เรื่องน่ารู้

5 อาหารคนท้อง เปี่ยมไปด้วยสารอาหารจำเป็น ที่คนตั้งครรภ์ควรกิน

อาหารคนท้อง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่จำเป็นต้องรู้ เพื่อให้ตนเองและลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ ที่จะส่งผลต่อการเจริญเติบโต และส่งเสริมพัฒนาการต่อทารกในครรภ์ ทำให้เด็กออกมาสุขภาพแข็งแรง พร้อมสำหรับพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ต่อไป ซึ่งอาหารคนท้องไม่จำเป็นจะต้องเป็นอาหารที่ต้องจัดเตรียมเป็นพิเศษแบบขนานใหญ่ แต่ขอให้คุณแม่เลือกทานเป็นก็เพียงพอ แนะนำ อาหารคนท้อง ที่ดีต่อสุขภาพ โดยให้เน้นความหลากหลาย และครบถ้วนของสารอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นหลัก หลีกเลี่ยงรสจัด เพราะคนตั้งครรภ์นั่นต้องการสารอาหารที่ดีจำนานมาก เพื่อไปซ่อมแซมร่างกาย แต่หากว่าคุณแม่คนไหนยังไม่แน่ใจว่าอะไรทานได้ และเหมาะกับเป็นอาหารคนท้องบ้าง เราได้รวบรวม 5 อาหารคนท้องที่คุณแม่ต้องทาน มาให้คุณแม่ได้ทราบกันแล้ว ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย เนื้อไก่ ไข่ และเนื้อหมูไม่ติดมัน ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ ร่างกายจำเป็นต้องการได้รับโปรตีนจำนวนมาก เพื่อเข้าไปช่วยบำรุงกล้ามเนื้อและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งสารอาหารจำพวกโปรตีนจะเข้าไปทำหน้าที่ต้านทานเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันให้กับคุณแม่ และลูกน้อยอีกด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม อาหารคนท้องจึงต้องเน้นโปรตีนดี ที่ไม่ค่อยมีไขมันอย่าง เนื้อไก่ ไข่ และเนื้อหมูไม่ติดมัน ผักและผลไม้ต่าง ๆ อาหารคนท้องที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์คงหนีไม่พ้นผักและผลไม้ต่าง ๆ เนื่องจากมีวิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายจำนวนมาก ช่วยในเรื่องบำรุงครรภ์ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในกระบวนการการเจริญเติบโตของทารกให้เติบโตอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์ โดยผักและผลไม้ที่แนะนำคือ มะละกอ […]

Read More
Back To Top